จัดทำบทความโดย
น.ส. เพ็ญศรี นุ่มศิริ เลขทะเบียน 4902100003
ราคาข้าวพุ่งไม่หยุด ข้าวเหนียวแซงหอมปทุมและข้าวเปลือกเจ้าแล้ว ชาวนาอีสานได้ทีโก่งราคาขายตันละ 16,000 บาท พ่อค้ามึนปีนี้ปริมาณน้ำฝนและอากาศดี แต่ปริมาณผลผลิตหอมมะลิกลับไม่มีออกตลาดแถมราคาขึ้นตั้งแต่ต้นฤดู ชี้เป็นภาวะไม่ปกติเพราะโดยธรรมชาติต้นฤดูเก็บเกี่ยวราคาจะลงแต่ปีนี้กลับพุ่งต่อเนื่อง
แหล่งข่าววงการค้าข้าว เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ความเคลื่อนไหวของราคาข้าวยังขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (4 ธ.ค.52) ข้าวเปลือกเจ้าทะลุตันละ 10,000 บาท (ข้าวความชื้นสูง 22%) ส่วนข้าวแห้งราคาตันละ 11,050 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุม 10,500-12,300 บาท ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเหนียวขึ้นแซงทั้งหอมปทุมและข้าวขาวแล้วโดยซื้อขายกันสูงถึงตันละ 13,200 บาท หอมมะลิตันละ 15,000 บางพื้นที่เช่นจังหวัดอุบลราชธานีซื้อสูงถึงตันละ 16,000 บาท
นายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด กล่าวว่าจากความเคลื่อนไหวของราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ปลูกข้าวหอมมะลิและมียุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกของตนเองไม่ยอมปล่อยข้าวหอมมะลิออกมา แม้ว่าจะมีพ่อค้าเสนอซื้อตามราคาตลาดปัจจุบันคือตันละ 15,000 บาทเศษ ก็ไม่ยอมขายให้ต้องการขายกันถึงตันละ 16,000 บาท โดยให้เหตุผลว่าตันละ 15,000 บาท ชาวนามีโอกาสได้รับอยู่แล้วเพราะรัฐบาลประกันรายได้ แต่พ่อค้าซื้อต้องให้ราคาสูงตันละ 16,000 บาท
"ปีนี้ผมว่าปริมาณผลผลิตข้าวหอมมะลิไม่น่าจะลดลง เพราะว่าฝนมาตรงกับช่วงการเพาะปลูกและหยุดช่วงเก็บเกี่ยวพอดี ประกอบกับอากาศเย็นพอดีในช่วงเก็บเกี่ยว ปีนี้จึงถือว่าทั้งปริมาณน้ำฝน สถานการณ์ช่วงเวลาของฝนที่ตก และสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อผลผลิตข้าวหอมมะลิมาก ต่างจาก 2 ปีที่แล้วที่ฝนตกปลายฤดูหนักมากส่งผลให้คุณภาพข้าวป่นแตกหัก แต่เนื่องจากข่าวที่ออกมาตลอดว่าปีนี้ข้าวจะขาดแคลนทำให้ชาวนาที่เขามีที่เก็บเขาก็รอก่อนไม่ยอมปล่อยข้าวออกมาขายจึงทำให้หาซื้อข้าวได้ลำบาก ซึ่งความจริงแล้วข้าวขาดแคลนปีนี้เกิดขึ้นจริงเพราะหลายประเทศเจอภัยแล้ง หลายประเทศเจอมรสุมผลผลิตเสียหาย แต่ไม่ใช่ขึ้นปัจจุบันทันด่วนอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้" นายวัลลภกล่าวและว่า
ปกติแล้วต้นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดมากราคาข้าวน่าจะลง แต่ปีนี้เป็นปีที่สวนทางกับทุกปีเพราะราคาข้าวขึ้นตั้งแต่ต้นฤดูเก็บเกี่ยว หอมมะลิราคาขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายนจนถึงขณะนี้ยังไม่ลงเลย ความจริงแล้วน่าจะลงเพราะผลผลิตประเมินว่าน่าจะมากกว่าทุกปีเพราะฝนฟ้าดีแต่ราคาไม่ลง
อย่างไรก็ดีสาเหตุที่ราคาข้าวหอมมะลิขึ้นตั้งแต่ต้นฤดูเก็บเกี่ยว นอกจากชาวนาส่วนหนึ่งเก็บไว้รอขายช่วงราคาสูงกว่านี้ตามกระแสข่าวที่คาดกันว่าราคาข้าวจะขึ้นต่อไปอีก อีกสาเหตุน่าจะมาจาก
ข้าวกข.15 ซึ่งเป็นข้าวหอมผลผลิตออกมาน้อย ปกติจะออกตั้งแต่ช่วยเดือนตุลาคมถึง 15 พฤศจิกายน แต่ปีนี้กข.15 ออกมาน้อย ถึงต้นพฤศจิกายนหมดแล้ว ทำให้ผู้ส่งออกที่ไปขายกข.15 ล่วงหน้าไว้แล้วไม่มีของจึงต้องออกมากว้านซื้อหอมมะลิไปส่งมอบแทน
นายวัลลภ กล่าวถึงแนวโน้มราคาข้าวว่ายังขึ้นต่อเนื่องแน่ แต่จะไปถึงเท่าไรนั้นไม่สามารถบอกได้ เพราะว่าเวลานี้ยังขึ้นทุกวัน ในฐานะผู้ส่งออกต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์คือจะรับออร์เดอร์เฉพาะเท่าที่มีข้าวอยู่ในมือเท่านั้น และรับเฉพาะลูกค้าประจำ เป็นออร์เดอร์ช่วงสั้นๆ ออร์เดอร์ยาวจะไม่รับเลย เช่นออร์เดอร์ที่รับขณะนี้จะส่งมอบประมาณเดือนมกราคมปีหน้า เพราะหากรับออร์เดอร์ยาวมีความเสี่ยงสูงมากที่จะขาดทุน
"เนื่องจากรัฐบาลยังมีข้าวเก็บอยู่ในสต๊อกอีก 5-6 ล้านตัน เพื่อไม่ให้กระทบกับราคาตลาดต้องมีกลยุทธ์ในการระบาย วิธีที่ดีที่สุดคือการขายรัฐบาลต่อรัฐบาล(จีทูจี) หรือนำมาประมูลขายให้กับผู้ส่งออกแต่ต้องค่อยๆ ทยอยออกมา แต่ข้าวหอมมะลิบอกได้เลยว่าไม่ลงแน่นอน"
ที่มา:หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,486 10-12 ธันวาคม พ.ศ. 2552
คำถาม
1.สาเหตุที่ราคาข้าวหอมมะลิขึ้นตั้งแต่ต้นฤดูเก็บเกี่ยว มีอะไรบ้าง
2.แนวโน้มราคาข้าวยังขึ้นต่อเนื่อง ในฐานะผู้ส่งออกต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์อย่างไร
3.เพื่อไม่ให้กระทบกับราคาตลาดต้องมีกลยุทธ์ในการระบาย ข้าวอย่างไร
วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552
อคส.ยกธงขาวเลิกจีจีเอฟขายข้าว
จัดทำบทความโดย
น.ส. เพ็ญศรี นุ่มศิริ เลขทะเบียน 4902100003
"จีจีเอฟ มาเลเซีย" สั่งถอย แทงหนังสือขอยกเลิกเอ็มโอยู เป็นนายหน้าข้าวให้ อคส. อ้างหวั่นถูกผูกโยงสู่ปัญหาทางการเมือง พร้อมระบุสัญญาการลงทุนสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกให้เช่า 10 แห่ง 10 จังหวัดยังเดินหน้าต่อ
โบ้ยจากนี้ไปเรื่องไซโลข้าว บริษัทแม่จะไม่ขอเกี่ยวข้องอีกต่อไป ขณะที่วงในแฉเบื้องลึกบอร์ดอคส.สั่งล้มทั้งโครงการไซโลและนายหน้าค้าข้าว หลังหารือที่ปรึกษากฎหมายแล้วทำไม่ได้ จับตา"วิวัฒน์"มีสิทธิ์ถูกเด้ง
จากการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลโครงการจัดหาไซโลข้าว ขององค์การคลังสินค้า(อคส.)รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ที่เลือกบริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งมีบริษัทแม่อยู่ที่มาเลเซีย(จีจีเอฟกรุ๊ป มาเลเซีย)เป็นคู่สัญญาที่ "ฐานเศรษฐกิจ"ได้เกาะติดและนำเสนอมาอย่างต่อเนื่อง
++อคส.ยอมยกธงขาว
นายธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษานางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด ได้ทำหนังสือที่ GGF 001/PWO/039 ถึงนายยงยศ ปาละนิติเสนา รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า(อคส.) เพื่อแจ้งขอยกเลิกบันทึกความตกลงสามฝ่ายระหว่าง อคส. บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)จำกัด และ GGF Golden House Sdn.Bhd. โดยขอยกเลิกการเป็นนายหน้าหรือโบรกเกอร์ขายข้าวให้กับ อคส. โดยอ้างเหตุผลเพื่อยุติปัญหาที่อาจขยายวงกว้างอาจเป็นปัญหาทางการเมืองที่ทุกฝ่ายไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ ซึ่งนายยงยศได้ทำหนังสือลงวันที่ 9 กันยายน 2552 แจ้งกลับไปยังกรรมการผู้จัดการของบริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด โดยระบุ อคส.ได้พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับเหตุผลที่บริษัทเสนอมา และได้ยินยอมให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงสามฝ่ายดังกล่าว
อย่างไรก็ดีในส่วนของเอ็มโอยูที่บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ตกลงรับจะจัดสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกจำนวน 10 แห่ง ใน 10 จังหวัดปริมาณรวม 2 ล้านตัน ได้แก่ สุโขทัย นครสวรรค์ พิจิตร ชัยนาท สุพรรณบุรี ร้อยเอ็ด สุรินทร์ นครราชสีมา สระบุรี ราชบุรี ที่มีกำหนดต้องให้เสร็จภายใน 2 ปี นับจากวันลงนาม ระหว่าง อคส.กับ ทางบริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ฯจะยังคงอยู่ตามเดิม เพราะตามสัญญานี้จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)จะต้องสร้างไซโลให้เสร็จภายใน 2 ปี หากทำไม่ได้ ก็ถือว่า สัญญานี้ สิ้นสุดลง
จีจีเอฟมาเลย์โบ้ยไม่เกี่ยวข้องอีก
ทั้งนี้ จีจีเอฟ (ไทยแลนด์)ระบุในหนังสือที่ส่งมายัง อคส.ว่าหลังจากยกเลิกเอ็มโอยูเป็นนายหน้าขายข้าวให้ อคส.แล้วนับแต่นี้เป็นต้นไป การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาเข้าร่วมโครงการจัดหาไซโลเก็บข้าว บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยจะเป็นผู้รับผิดชอบ และมีหน้าที่ลงนามผูกพันแต่เพียงผู้เดียวและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ กลุ่มบริษัท จีจีเอฟกรุ๊ป มาเลเซีย อีกต่อไป
++อคส.ไม่เข็ดเตรียมหารายใหม่
นายธนพร กล่าวอีกว่า แม้ อคส. จะยกเลิกเอ็มโอยูในเรื่องให้จีจีเอฟมาเป็นนายหน้าขายข้าวให้ อคส. ก็ตาม แต่อคส. ยังเดินหน้าในการหานายหน้า ในการดำเนินการส่งออกข้าวให้อคส. ซึ่งวิธีการจัดหา อาจจะมีการเปิดประมูลคัดเลือกเอกชนให้เข้ามาใหม่โดยจะต้องมีการกำหนดทีโออาร์ ซึ่งทางบอร์ดอคส.จะพิจารณาให้แล้วเสร็จ หลัง ปีใหม่
ส่วนประเด็นการตรวจสอบบริษัท จีจีเอฟ ( ไทยแลนด์ )ฯ ว่าเป็นนอมินี ต่างชาติ หรือ ผิดพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กับเอกชนหรือไม่นั้น ทางกระทรวงการคลังและกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)คงจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป ส่วนการส่งเรื่องให้ทางสำนักอัยการสูงสุดพิจารณาว่าการทำธุรกรรมระหว่าง อคส.กับจีจีเอฟสามารถทำได้หรือไม่ หรือทำธุรกิจแข่งกับเอกชนหรือไม่นั้น จะเป็นบรรทัดฐานให้อคส.นำไปใช้ในการพิจารณาทำธุรกรรมร่วมกับเอกชนรายอื่นๆ ต่อไป ที่ผ่านมา อคส. ได้ เลือกให้ จีจีเอฟ เข้ามาเป็นผู้ร่วมโครงการในการสร้างไซโลให้อคส. เช่าเก็บทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร โดยไม่ได้ใช้วิธีการเปิดประมูล และใช้วิธีเพียงการประกาศ คุณสมบัติและจัดหา การเสนอราคาเข้ามา เพื่อให้อคส.ทำการคัดเลือก ซึ่งมีเอกชนยื่นมา 5 ราย โดยบริษัทจีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ฯเสนอราคามาต่ำสุดและ ได้รับการคัดเลือก
++แฉทั้งไซโล-นายหน้าทำไม่ได้
แหล่งข่าวระดับสูงในคณะกรรมการบริหาร หรือ บอร์ด อคส. เปิดเผยว่า สาเหตุของการตัดสินใจยกเลิกสัญญากับจีจีเอฟ เพราะเป็นมติของที่ประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งในวันนั้นบอร์ดได้เชิญที่ปรึกษากฎหมายที่เป็นรองอัยการสูงสุดเข้ามาช่วยดูรายละเอียดของสัญญาแล้วพบว่า อคส.ทำสัญญาให้จีจีเอฟเป็นนายหน้าค้าข้าวมิได้ เพราะข้าวในโกดังมิใช่เป็นของ อคส.แต่เป็นของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ
"บอร์ดมีมติให้คุณยงยศไปคุยกับคู่สัญญาคือจีจีเอฟว่าเราทำไม่ได้ ต้องยกเลิกทั้งการขายข้าวและรวมถึงเรื่องไซโลด้วย เรื่องนี้ที่เป็นปัญหาขึ้นมาก็เพราะเดิมคุณยงยศเอาเรื่องเสนอต่อบอร์ดแค่หลักการ แต่ไม่มีรายละเอียด เสร็จแล้วก็ไปดำเนินการเองเลยกระทั่งเป็นปัญหาขึ้นมา เรื่องนี้มีผลให้บอร์ดบางคนไม่สบายใจถึงขั้นยื่นหนังสือลาออก ส่วนคุณวิวัฒน์ เลาหพูนรังษี ประธานบอร์ดที่กลายเป็นจำเลยไปด้วยก็อาจกำลังตัดสินใจว่าจะนั่งตำแหน่งนี้ต่อไปหรือไม่" แหล่งข่าวกล่าว
++สคร.สั่งสอบต่อรู้ผล30วัน
ด้านนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐสวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากกระทรวงการคลังเป็นการภายในว่าจะมีเรื่องที่ อคส. ได้เลือกบริษัท จีจีเอฟ (ไทยแลนด์)ฯ เป็นผู้จัดหาไซโลเก็บข้าว และเป็นนายหน้าขายข้าวส่งมาให้ สคร.พิจารณาว่าขัดกับระเบียบของรัฐวิสาหกิจหรือไม่ ซึ่งล่าสุดทาง สคร.ได้รับเอกสารส่งเรื่องมาจากนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 เพื่อให้พิจารณาในเรื่องดังกล่าว คาดว่าภายใน 30 วันจะทราบผลว่าอคส.สามารถทำสัญญาได้หรือไม่ ทั้งนี้ทางสคร.จะตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยความละเอียดและรอบคอบ
ขณะที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า แม้ทาง (อคส.)จะยกเลิกเอ็มโอยูสามฝ่ายในกรณีนายหน้าขายข้าวแล้ว แต่ทางดีเอสไอภายใต้ชุดทำงานของ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ จะเดินหน้าตรวจสอบกรณีของอคส.ต่อไป โดยล่าสุดได้เชิญตัวแทน จากอีก 4 บริษัทที่เข้าร่วมประมูลจัดหาไซโลข้าวเปลือกของ อคส.มาชี้แจงว่าจะมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นหรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบในประเด็นอื่นๆ เบื้องต้นยังไม่ขอเปิดเผยผลการสอบสวน แต่ในเร็วๆนี้จะสามารถแกะรอย และสรุปสำนวนได้
ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
คำถาม:
1.จีจีเอฟ มาเลเซีย สั่งถอย แทงหนังสือขอยกเลิกเอ็มโอยู เป็นนายหน้าข้าวให้ อคส. เพราะอะไร
2.เอ็มโอยูที่บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ตกลงรับจะจัดสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกจำนวน 10 แห่ง ใน 10 จังหวัดปริมาณรวม 2 ล้านตัน ได้แก่จังหวัดอะไรบ้าง
3.วิธีการจัดหา นายหน้าขายข้าวให้ อคส มีวิธีอะไรบ้าง
น.ส. เพ็ญศรี นุ่มศิริ เลขทะเบียน 4902100003
"จีจีเอฟ มาเลเซีย" สั่งถอย แทงหนังสือขอยกเลิกเอ็มโอยู เป็นนายหน้าข้าวให้ อคส. อ้างหวั่นถูกผูกโยงสู่ปัญหาทางการเมือง พร้อมระบุสัญญาการลงทุนสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกให้เช่า 10 แห่ง 10 จังหวัดยังเดินหน้าต่อ
โบ้ยจากนี้ไปเรื่องไซโลข้าว บริษัทแม่จะไม่ขอเกี่ยวข้องอีกต่อไป ขณะที่วงในแฉเบื้องลึกบอร์ดอคส.สั่งล้มทั้งโครงการไซโลและนายหน้าค้าข้าว หลังหารือที่ปรึกษากฎหมายแล้วทำไม่ได้ จับตา"วิวัฒน์"มีสิทธิ์ถูกเด้ง
จากการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลโครงการจัดหาไซโลข้าว ขององค์การคลังสินค้า(อคส.)รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ที่เลือกบริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งมีบริษัทแม่อยู่ที่มาเลเซีย(จีจีเอฟกรุ๊ป มาเลเซีย)เป็นคู่สัญญาที่ "ฐานเศรษฐกิจ"ได้เกาะติดและนำเสนอมาอย่างต่อเนื่อง
++อคส.ยอมยกธงขาว
นายธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษานางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด ได้ทำหนังสือที่ GGF 001/PWO/039 ถึงนายยงยศ ปาละนิติเสนา รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า(อคส.) เพื่อแจ้งขอยกเลิกบันทึกความตกลงสามฝ่ายระหว่าง อคส. บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)จำกัด และ GGF Golden House Sdn.Bhd. โดยขอยกเลิกการเป็นนายหน้าหรือโบรกเกอร์ขายข้าวให้กับ อคส. โดยอ้างเหตุผลเพื่อยุติปัญหาที่อาจขยายวงกว้างอาจเป็นปัญหาทางการเมืองที่ทุกฝ่ายไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ ซึ่งนายยงยศได้ทำหนังสือลงวันที่ 9 กันยายน 2552 แจ้งกลับไปยังกรรมการผู้จัดการของบริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด โดยระบุ อคส.ได้พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับเหตุผลที่บริษัทเสนอมา และได้ยินยอมให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงสามฝ่ายดังกล่าว
อย่างไรก็ดีในส่วนของเอ็มโอยูที่บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ตกลงรับจะจัดสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกจำนวน 10 แห่ง ใน 10 จังหวัดปริมาณรวม 2 ล้านตัน ได้แก่ สุโขทัย นครสวรรค์ พิจิตร ชัยนาท สุพรรณบุรี ร้อยเอ็ด สุรินทร์ นครราชสีมา สระบุรี ราชบุรี ที่มีกำหนดต้องให้เสร็จภายใน 2 ปี นับจากวันลงนาม ระหว่าง อคส.กับ ทางบริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ฯจะยังคงอยู่ตามเดิม เพราะตามสัญญานี้จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)จะต้องสร้างไซโลให้เสร็จภายใน 2 ปี หากทำไม่ได้ ก็ถือว่า สัญญานี้ สิ้นสุดลง
จีจีเอฟมาเลย์โบ้ยไม่เกี่ยวข้องอีก
ทั้งนี้ จีจีเอฟ (ไทยแลนด์)ระบุในหนังสือที่ส่งมายัง อคส.ว่าหลังจากยกเลิกเอ็มโอยูเป็นนายหน้าขายข้าวให้ อคส.แล้วนับแต่นี้เป็นต้นไป การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาเข้าร่วมโครงการจัดหาไซโลเก็บข้าว บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยจะเป็นผู้รับผิดชอบ และมีหน้าที่ลงนามผูกพันแต่เพียงผู้เดียวและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ กลุ่มบริษัท จีจีเอฟกรุ๊ป มาเลเซีย อีกต่อไป
++อคส.ไม่เข็ดเตรียมหารายใหม่
นายธนพร กล่าวอีกว่า แม้ อคส. จะยกเลิกเอ็มโอยูในเรื่องให้จีจีเอฟมาเป็นนายหน้าขายข้าวให้ อคส. ก็ตาม แต่อคส. ยังเดินหน้าในการหานายหน้า ในการดำเนินการส่งออกข้าวให้อคส. ซึ่งวิธีการจัดหา อาจจะมีการเปิดประมูลคัดเลือกเอกชนให้เข้ามาใหม่โดยจะต้องมีการกำหนดทีโออาร์ ซึ่งทางบอร์ดอคส.จะพิจารณาให้แล้วเสร็จ หลัง ปีใหม่
ส่วนประเด็นการตรวจสอบบริษัท จีจีเอฟ ( ไทยแลนด์ )ฯ ว่าเป็นนอมินี ต่างชาติ หรือ ผิดพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กับเอกชนหรือไม่นั้น ทางกระทรวงการคลังและกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)คงจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป ส่วนการส่งเรื่องให้ทางสำนักอัยการสูงสุดพิจารณาว่าการทำธุรกรรมระหว่าง อคส.กับจีจีเอฟสามารถทำได้หรือไม่ หรือทำธุรกิจแข่งกับเอกชนหรือไม่นั้น จะเป็นบรรทัดฐานให้อคส.นำไปใช้ในการพิจารณาทำธุรกรรมร่วมกับเอกชนรายอื่นๆ ต่อไป ที่ผ่านมา อคส. ได้ เลือกให้ จีจีเอฟ เข้ามาเป็นผู้ร่วมโครงการในการสร้างไซโลให้อคส. เช่าเก็บทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร โดยไม่ได้ใช้วิธีการเปิดประมูล และใช้วิธีเพียงการประกาศ คุณสมบัติและจัดหา การเสนอราคาเข้ามา เพื่อให้อคส.ทำการคัดเลือก ซึ่งมีเอกชนยื่นมา 5 ราย โดยบริษัทจีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ฯเสนอราคามาต่ำสุดและ ได้รับการคัดเลือก
++แฉทั้งไซโล-นายหน้าทำไม่ได้
แหล่งข่าวระดับสูงในคณะกรรมการบริหาร หรือ บอร์ด อคส. เปิดเผยว่า สาเหตุของการตัดสินใจยกเลิกสัญญากับจีจีเอฟ เพราะเป็นมติของที่ประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งในวันนั้นบอร์ดได้เชิญที่ปรึกษากฎหมายที่เป็นรองอัยการสูงสุดเข้ามาช่วยดูรายละเอียดของสัญญาแล้วพบว่า อคส.ทำสัญญาให้จีจีเอฟเป็นนายหน้าค้าข้าวมิได้ เพราะข้าวในโกดังมิใช่เป็นของ อคส.แต่เป็นของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ
"บอร์ดมีมติให้คุณยงยศไปคุยกับคู่สัญญาคือจีจีเอฟว่าเราทำไม่ได้ ต้องยกเลิกทั้งการขายข้าวและรวมถึงเรื่องไซโลด้วย เรื่องนี้ที่เป็นปัญหาขึ้นมาก็เพราะเดิมคุณยงยศเอาเรื่องเสนอต่อบอร์ดแค่หลักการ แต่ไม่มีรายละเอียด เสร็จแล้วก็ไปดำเนินการเองเลยกระทั่งเป็นปัญหาขึ้นมา เรื่องนี้มีผลให้บอร์ดบางคนไม่สบายใจถึงขั้นยื่นหนังสือลาออก ส่วนคุณวิวัฒน์ เลาหพูนรังษี ประธานบอร์ดที่กลายเป็นจำเลยไปด้วยก็อาจกำลังตัดสินใจว่าจะนั่งตำแหน่งนี้ต่อไปหรือไม่" แหล่งข่าวกล่าว
++สคร.สั่งสอบต่อรู้ผล30วัน
ด้านนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐสวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากกระทรวงการคลังเป็นการภายในว่าจะมีเรื่องที่ อคส. ได้เลือกบริษัท จีจีเอฟ (ไทยแลนด์)ฯ เป็นผู้จัดหาไซโลเก็บข้าว และเป็นนายหน้าขายข้าวส่งมาให้ สคร.พิจารณาว่าขัดกับระเบียบของรัฐวิสาหกิจหรือไม่ ซึ่งล่าสุดทาง สคร.ได้รับเอกสารส่งเรื่องมาจากนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 เพื่อให้พิจารณาในเรื่องดังกล่าว คาดว่าภายใน 30 วันจะทราบผลว่าอคส.สามารถทำสัญญาได้หรือไม่ ทั้งนี้ทางสคร.จะตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยความละเอียดและรอบคอบ
ขณะที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า แม้ทาง (อคส.)จะยกเลิกเอ็มโอยูสามฝ่ายในกรณีนายหน้าขายข้าวแล้ว แต่ทางดีเอสไอภายใต้ชุดทำงานของ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ จะเดินหน้าตรวจสอบกรณีของอคส.ต่อไป โดยล่าสุดได้เชิญตัวแทน จากอีก 4 บริษัทที่เข้าร่วมประมูลจัดหาไซโลข้าวเปลือกของ อคส.มาชี้แจงว่าจะมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นหรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบในประเด็นอื่นๆ เบื้องต้นยังไม่ขอเปิดเผยผลการสอบสวน แต่ในเร็วๆนี้จะสามารถแกะรอย และสรุปสำนวนได้
ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
คำถาม:
1.จีจีเอฟ มาเลเซีย สั่งถอย แทงหนังสือขอยกเลิกเอ็มโอยู เป็นนายหน้าข้าวให้ อคส. เพราะอะไร
2.เอ็มโอยูที่บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ตกลงรับจะจัดสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกจำนวน 10 แห่ง ใน 10 จังหวัดปริมาณรวม 2 ล้านตัน ได้แก่จังหวัดอะไรบ้าง
3.วิธีการจัดหา นายหน้าขายข้าวให้ อคส มีวิธีอะไรบ้าง
วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552
กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25%
จัดทำบทความโดย
นางสาวสุนิศา นิลเพ็ชร เลขทะเบียน 4902100001
กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ต่อไป เนื่องจากเห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังไม่มั่นคงพอ ต้องใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ และแรงกระตุ้นการนโยบายการคลังช่วย
เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน แถลงมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งสุดท้ายของปี 2553 ว่า กนง.มีมติว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำพิเศษที่ 1.25% ต่อปี ยังเหมาะสมที่จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ที่ยังเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นไปค่อยไป และยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายการเงินและการคลังต่อไป
นอกจากนี้ ธปท.กำลังติดตามการเบิกจ่ายโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งที่ผ่านมามีความล่าช้า เพราะในขณะนี้ประเทศต้องการการอัดฉีดเงินจากนโยบายการคลังที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยในส่วนของนโยบายการเงินนั้น ในขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น จนกว่าจะแน่ใจว่าอัตราการขยายตัวของประเทศไทยจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมั่นคง
ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.สายนโยบายการเงิน กล่าวต่อว่า ในส่วนของเศรษฐกิจต่างประเทศการฟื้นตัวยังคงเกิดขึ้น แต่ปัจจัยเสี่ยงยังคงมีอยู่ ทำให้ต้องจับตาดูต่อไป ขณะที่ผลกระทบจากการลดค่าเงินด่อง และการเลื่อนการชำระหนี้ของกลุ่มดูไบ เวิลด์ ยังไม่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม สำหรับแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปนั้น กนง.มองว่ายังอยู่ในระดับต่ำ แม้ใน 2 เดือนที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับมาเป็นบวก โดยบวกค่อนข้างสูงในเดือน พ.ย.ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.9%เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.4% แต่เกิดขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันในปีก่อนอยู่ในระดับต่ำมาก แต่ในปีนี้ราคาน้ำมันเริ่มกลับมาปรับตัวสูงขึ้น แต่หากพิจารณาอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน พ.ย.ที่อยู่ระดับ 0.1% จะเห็นชัดเจนว่าแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในด้านอุปสงค์ยังคงอยู่ในระดับต่ำ
นายไพบูลย์ ยังให้ความเห็นต่อกรณีมาบตาพุดด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ธปท.ได้ประเมินกรณีมาบตาพุดจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2553 มากกว่าในปีนี้ โดยแบ่งผลกระทบเป็น 2 ระยะคือ ผลกระทบต่อการลงทุนในปีหน้าที่มาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง และทำให้การตัดสินใจลงทุนใหม่ชะงัก ส่วนนี้ ธปท.ประเมินว่าจะกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ลดลง 0.2% จากการลงทุนใหม่ที่ลดลง 1% ขณะที่ผลกระทบในส่วนโครงการที่ลงทุนแล้ว โดยประเมินจากรายได้สุทธิ การจ้างงาน และการบริโภคที่จะเกิดขึ้นจาก 75 โครงการที่ถูกระงับ หากการลงทุนจริงเลื่อนออกไป 1 ปี จะกระทบให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยปีหน้าลดลงอีก 0.3% ทำให้ภาพรวมผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าจากกรณีมาบตาพุด กระทบจีดีพีทั้งหมด 0.5% อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้น เป็นการประเมินทั้ง 75 โครงการ แต่หากจำนวนโครงการลดลงผลกระทบก็อาจจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ตามมูลค่าของโครงการที่ได้รับการพิจารณาให้เดินหน้าทำต่อไปได้
ที่มา:ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/eco/50601)
คำถาม
1เพราะเหตุใด กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ต่อไป
2เศรษฐกิจต่างประเทศเป็นอย่างไร มีผลกระทบต่อไทยหรือไม่
3ธปท.ได้ประเมินกรณีมาบตาพุดจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2553 อย่างไร
นางสาวสุนิศา นิลเพ็ชร เลขทะเบียน 4902100001
กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ต่อไป เนื่องจากเห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังไม่มั่นคงพอ ต้องใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ และแรงกระตุ้นการนโยบายการคลังช่วย
เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน แถลงมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งสุดท้ายของปี 2553 ว่า กนง.มีมติว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำพิเศษที่ 1.25% ต่อปี ยังเหมาะสมที่จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ที่ยังเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นไปค่อยไป และยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายการเงินและการคลังต่อไป
นอกจากนี้ ธปท.กำลังติดตามการเบิกจ่ายโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งที่ผ่านมามีความล่าช้า เพราะในขณะนี้ประเทศต้องการการอัดฉีดเงินจากนโยบายการคลังที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยในส่วนของนโยบายการเงินนั้น ในขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น จนกว่าจะแน่ใจว่าอัตราการขยายตัวของประเทศไทยจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมั่นคง
ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.สายนโยบายการเงิน กล่าวต่อว่า ในส่วนของเศรษฐกิจต่างประเทศการฟื้นตัวยังคงเกิดขึ้น แต่ปัจจัยเสี่ยงยังคงมีอยู่ ทำให้ต้องจับตาดูต่อไป ขณะที่ผลกระทบจากการลดค่าเงินด่อง และการเลื่อนการชำระหนี้ของกลุ่มดูไบ เวิลด์ ยังไม่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม สำหรับแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปนั้น กนง.มองว่ายังอยู่ในระดับต่ำ แม้ใน 2 เดือนที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับมาเป็นบวก โดยบวกค่อนข้างสูงในเดือน พ.ย.ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.9%เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.4% แต่เกิดขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันในปีก่อนอยู่ในระดับต่ำมาก แต่ในปีนี้ราคาน้ำมันเริ่มกลับมาปรับตัวสูงขึ้น แต่หากพิจารณาอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน พ.ย.ที่อยู่ระดับ 0.1% จะเห็นชัดเจนว่าแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในด้านอุปสงค์ยังคงอยู่ในระดับต่ำ
นายไพบูลย์ ยังให้ความเห็นต่อกรณีมาบตาพุดด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ธปท.ได้ประเมินกรณีมาบตาพุดจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2553 มากกว่าในปีนี้ โดยแบ่งผลกระทบเป็น 2 ระยะคือ ผลกระทบต่อการลงทุนในปีหน้าที่มาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง และทำให้การตัดสินใจลงทุนใหม่ชะงัก ส่วนนี้ ธปท.ประเมินว่าจะกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ลดลง 0.2% จากการลงทุนใหม่ที่ลดลง 1% ขณะที่ผลกระทบในส่วนโครงการที่ลงทุนแล้ว โดยประเมินจากรายได้สุทธิ การจ้างงาน และการบริโภคที่จะเกิดขึ้นจาก 75 โครงการที่ถูกระงับ หากการลงทุนจริงเลื่อนออกไป 1 ปี จะกระทบให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยปีหน้าลดลงอีก 0.3% ทำให้ภาพรวมผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าจากกรณีมาบตาพุด กระทบจีดีพีทั้งหมด 0.5% อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้น เป็นการประเมินทั้ง 75 โครงการ แต่หากจำนวนโครงการลดลงผลกระทบก็อาจจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ตามมูลค่าของโครงการที่ได้รับการพิจารณาให้เดินหน้าทำต่อไปได้
ที่มา:ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/eco/50601)
คำถาม
1เพราะเหตุใด กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ต่อไป
2เศรษฐกิจต่างประเทศเป็นอย่างไร มีผลกระทบต่อไทยหรือไม่
3ธปท.ได้ประเมินกรณีมาบตาพุดจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2553 อย่างไร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)