จัดทำบทความโดย
น.ส. เพ็ญศรี นุ่มศิริ เลขทะเบียน 4902100003
ที่ปรึกษาทางการเงินรับ พาลูกค้าระดมทุนตลาดหุ้นต่างประเทศไม่ง่าย เหตุมีความเสี่ยงที่ต้องระวัง ทั้งการถูกเทกโอเวอร์ ความเสี่ยงจากค่าเงิน และต้นทุนเพิ่ม "บล.ดีบีเอสฯ "แนะให้อดใจรอหุ้นไทยครึ่งปีหลังฟ้าเปิด "ซีเจ มอร์แกน" เผยประเมินแล้วมีข้อดีเพียบ ชี้ตลาดหุ้นไต้หวันเสน่ห์แรง เดินหน้าพาลูกค้าดูดทุน
ท่ามกลางกระแสที่เริ่มมาแรงสำหรับการออกไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศของบริษัทจดทะเบียนไทย โดยล่าสุด บริษัท ระยองเพียวริฟายเออร์ จำกัด (มหาชน)(บมจ.) (RPC) มีแผนออกตราสาร TDR (Taiwan Depositary Receipts) ซึ่งเป็นตราสารสิทธิที่ต้องออกหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนมารองรับและฝากไว้กับผู้ดูแลหลักทรัพย์ในอัตราส่วนที่ตกลงกัน ในมุมมองของที่ปรึกษาทางการเงินต่างยอมรับว่าอีกด้านหนึ่งนั้นมีความเสี่ยงที่ต้องระวังเช่นกัน
โดยนายชำนิ จันทร์ฉาย ประธานกรรมการ บริษัท ซีเจ มอร์แกน จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาในการออกTDR ให้กับบมจ.ระยองเพียว กล่าวว่า มีความเสี่ยง 3 ด้านที่ต้องระวัง คือ 1. บริษัทที่ออกตราสารดังกล่าวอาจถูกครอบงำกิจการหรือถูกเทกโอเวอร์ได้ 2. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และ3. ควรระดมทุนไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไปหากต่ำกว่านี้ความน่าสนใจอาจจะลดลง
สำหรับลูกค้าของซีเจ มอร์แกน ที่สนใจระดมทุนต่างประเทศในรูปแบบการออกTDR มี 3-4 ราย มูลค่าระดมทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยเป็นลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มธุรกิจเช่าซื้อหรือลีสซิ่ง เป็นต้น
เขากล่าวว่า สาเหตุที่ลูกค้าสนใจระดมทุนในตลาดหุ้นไต้หวัน เพราะเป็นตลาดที่น่าสนใจ อาทิ มีจำนวนบัญชีนักลงทุน 14 ล้านบัญชี ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีประมาณ 7 แสนบัญชีเท่านั้น นอกจากนี้ตลาดหุ้นไต้หวันมีสภาพคล่องสูงกว่าหุ้นไทย
นอกจากนี้สัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช) ของตลาดหุ้นไต้หวัน(TWSE) อยู่ที่ 62 เท่า ขณะที่พี/อี ตลาดหุ้นไทย อยู่ที่ประมาณ 19 เท่า เท่านั้น ประกอบกับประเทศจีนยังมีมาตรการผ่อนคลายเพื่อให้นักลงทุนในประเทศสามารถนำเงินมาลงทุนในประเทศไต้หวันได้มากขึ้น และยังไม่มีปัญหาจากปัจจัยการเมือง ขณะที่ไทย มีปัจจัยลบจากการเมือง ส่งผลให้การระดมทุนผ่านตลาดหุ้นไทยอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ
นายชำนิ ยกตัวอย่างกรณี บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย)(CCET) ซึ่งระดมทุนในตลาดหุ้นไต้หวันเมื่อปี 2547 และทยอยเพิ่มทุนไปแล้ว 4 ครั้ง นอกจากบมจ.มิลล์คอนสตีลอินดัสทรีส์ (MILL) มีแผนออก TDR จำนวน 100 ล้านหุ้น คิดเป็น 17.45% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว โดยหุ้นที่ออกเป็นของผู้ถือหุ้นเดิม คาดว่าจะออกได้ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนนี้
นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทโปร แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า จากกรณีมีหลายบริษัทเริ่มสนใจหันไประดมทุนในต่างประเทศมากขึ้นโดยการออกตราสาร TDR นั้น ในอีกมุมหนึ่งต้องยอมรับว่า การระดมทุนต่างประเทศ ยังมีความเสี่ยงทั้งในเรื่องของตัวธุรกิจหรือบริษัทผู้ออกตราสารดังกล่าว เป็นที่รู้จักในประเทศที่จะระดมทุนหรือไม่ นอกจากนี้ต้นทุนการระดมทุนอาจจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องมีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของตลาดหุ้นที่ไประดมทุน ซึ่งถือเป็นภาระบริษัทในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้นสำหรับคำแนะนำของบริษัทต่อลูกค้าที่สนใจจะระดมทุนในต่างประเทศโดยออกTDR นั้นในปีนี้มองว่ายังไม่มีความจำเป็น
นายสมภพ กล่าวว่า สำหรับบริษัท ในปีนี้ มีลูกค้าที่ต้องการระดมทุนในประเทศในรูปของการกู้เงินธนาคารพาณิชย์ และบริษัทจดทะเบียนที่ออกหุ้นเพิ่มทุน (PO ) จำนวนรวม 3-4 ราย คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 300-500 ล้านบาทต่อราย สำหรับลูกค้าที่มีแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนเสนอขายประชาชนทั่วไป (IPO) จำนวน 1-2 บริษัทมีมูลค่าระดมทุนประมาณ 300 ล้านบาทต่อราย โดยมีทั้งธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า ปิโตรเคมี และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
"คาดว่าปีนี้กิจการยังมีโอกาสระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แม้ว่ายังมีปัญหาการเมือง ส่วนปัญหามาบตาพุดเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้" นายสมภพ กล่าว
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์สฯ กล่าวเช่นเดียวกันว่า บริษัทยังไม่แนะนำให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยหันไประดมทุนในต่างประเทศ และยิ่งเป็นบริษัทที่ไม่มีธุรกิจในประเทศที่จะไประดมทุน เนื่องจากอาจจะมีปัญหาเรื่องความน่าสนใจของนักลงทุนได้ และที่สำคัญจะต้องมีต้นุทนในการจ้างที่ปรึกษาทางการเงินในประเทศที่ระดมทุนด้วยอีกทาง
เธอกล่าวว่า แม้ช่วงครึ่งปีแรกนี้ อาจจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะในการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯในรูปแบบหุ้นไอพีโอหรือหุ้นพีโอก็ตาม แต่เชื่อว่าครึ่งปีหลังยังน่าสนใจและเป็นโอกาสที่เหมาะสม เนื่องจากเศรษฐกิจมีทิศทางฟื้นตัวชัดเจนขึ้น และคาดว่าช่วงครึ่งปีหลังกระแสเงินลงทุนทั่วโลกยังจะไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้น และคาดว่าประเทศไทยจะได้รับโอกาสดีด้วย
สำหรับบล.ดีบีเอสฯ มีลูกค้าหุ้นไอพีโอประมาณ 2-3 ราย มีมูลค่าระดมทุนประมาณ 300-500 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรม (เรียลเซ็กเตอร์)
ด้านนางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) กล่าวว่า แม้ปีนี้จะเริ่มมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยสนใจระดมทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศมากขึ้นในรูปแบบการออกตราสาร TDR ซึ่งตลท.เองยังไม่กังวลแต่กลับมองว่า ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ประกอบการมากกว่าที่จะต้องเลือกแหล่งระดมทุนเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด สำหรับตลท.เอง ได้มีการปรับตัวและสนใจดึงบริษัทจดทะเบียนต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยด้วย
สำหรับปีนี้ ตลท.ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม หรือมาร์เก็ตแคป 100,000 ล้านบาท รวมหุ้นไอพีโอ
ที่มา: จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,505 14-17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553คำถาม
คำถาม
1.ที่ปรึกษาทางการเงินรับ พาลูกค้าระดมทุนตลาดหุ้นต่างประเทศไม่ง่าย มีสาเหตุจากอะไร
2.ตราสาร TDR (Taiwan Depositary Receipts)คืออะไร
3.ในมุมมองของที่ปรึกษาทางการเงินต่างยอมรับว่าอีกด้านหนึ่งนั้นมีความเสี่ยงที่ต้องระวัง 3ด้านคืออะไรบ้าง
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
หยุดแรงกระตุ้นชูธงศก.ฟื้น 'มาร์ค'ขอโชว์ฝีมือกู้วิกฤติ
จัดทำบทความโดย
นางสาวสุนิศา นิลเพ็ชร เลขทะเบียน 4902100001
เปิดแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2553 "อภิสิทธิ์" เพ้อไทยฟื้นแน่นปึ้กจนสามารถถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ลดวงเงินกู้ลงได้แล้ว ปรับปีนี้เป็นปีแห่งการวางแผนระยะยาวเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่ ไม่หวั่นแรงส่งที่ลดลงอาจจะทำให้ดิ่งเหวอีกรอบ ประกาศวิ่งตามตัวเลขไอเอ็มเอฟ ขอเล่นเองบทป๋าดัน ส่งเศรษฐกิจปีนี้โตพุ่ง 4.7% ให้ได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2553 ว่า รัฐบาลจะนำกลยุทธ์การทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว (Exit Strategy) มาใช้ เพื่อพยายามจะตอบคำถามว่า การกระตุ้นที่มากกว่าปกติที่รัฐบาลได้ดำเนินการในช่วงปีที่ผ่านมาจะหยุดเมื่อใด และจะเลิกได้เมื่อใด ซึ่งการที่รัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณว่าจะไม่กู้เต็มจำนวนเป็นส่วนหนึ่งของ Exit Strategy และในปีนี้จะเป็นปีที่เห็นภาพประเทศไทยในเรื่องโครงการลงทุนระยะกลางระยะยาวที่ชัดเจนขึ้น ดังนั้น ในปีนี้ตนจะลงไปจัดการติดตามโครงการลงทุนด้วยตัวเอง โดยจะทยอยประชุมทุกเรื่องต่อไป ทั้งเรื่องสนามบิน ระบบการขนส่งทางราง การลงทุนโครงข่ายโทรคมนาคม 3 จี ที่ต้องสะสางสัมปทานโทรคมนาคมทั้งหลาย หลังจากภารกิจปีที่ผ่านมา คือทำให้เศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติ
"ที่มาของการทำ Exit Strategy เนื่อง จากตอนที่รัฐบาลเริ่มโครงการไทยเข้มแข็งมีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นพิเศษ จึงต้องไปทำกฎหมายกู้เงิน 800,000 ล้านบาท แบ่งก้อนแรกที่ต้องใช้เร่งด่วนออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 400,000 ล้านบาท และก้อนที่ 2 อีก 400,000 ล้านบาท ที่ออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่สถานการณ์ขณะนี้เห็นชัดว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแล้ว ทำให้มีรายได้เพิ่มเข้ามาเฉพาะปีงบประมาณนี้มากกว่าที่คิดไว้เกือบ 200,000 ล้านบาท ฉะนั้น การเริ่มนำเอางบในโครงการไทยเข้มแข็งส่วนหนึ่งเข้ามาสู่ระบบงบประมาณจะทำได้มากขึ้น ทำให้ ไม่จำเป็นต้องกู้เงินให้ชนกับกรอบที่ขอไว้ 800,000 ล้านบาท"
ลดความกังวลหนี้สาธารณะพุ่ง
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า สาระสำคัญของการลดการกู้เงินไม่ได้จะไปลดโครงการการลงทุนที่สำคัญ โครงการเหล่านี้ยังอยู่แต่จะปรับเข้ามาใช้เงินงบประมาณแทน ทำให้หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไม่ขึ้นไปมาก ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม สำหรับระยะกลางระยะยาว ส่วนจะปรับลดเงินกู้ลงเท่าใดก็ต้องติดตามสถานการณ์ไปก่อน เพราะการปรับเข้ามาในงบประมาณเลย ไม่ใช่ว่าจะทำได้ ทั้งหมด และอย่าลืมว่าตัว พ.ร.บ.กำหนดให้ใช้ในปีงบประมาณ 2553-2554 และ 2555 เพราะ ฉะนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะปรับเข้ามาทั้งหมดในปีนี้ แต่สามารถทยอยปรับได้
โดยหลักการที่สำคัญคือ ต้องไล่ดูแนวโน้มเศรษฐกิจ ตัวเลขต่างๆ ว่าจะฟื้นตัวเหมือน 3-4 เดือนหลังที่ผ่านมาหรือไม่ เพื่อที่จะมีการกำหนดและคาดได้ว่าจะขาดดุลงบประมาณไปอีกกี่ปี สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจะลดลงเมื่อไร ส่วนเงินกู้ที่จะลดลงและปรับมาใช้เงินในงบ ประมาณจะเป็นจำนวนเท่าใด การดำเนินการเช่นนี้จะเป็นการส่งสัญญาณที่ดี ไปทั้งต่างประเทศและในประเทศเองว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจริงๆ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลคงไม่มีการมาทบทวนแบบนี้
"หลายฝ่ายที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ว่า ประเทศ ไทยจะเป็นหนี้สาธารณะมากมาย รวมไปถึงคน ที่ไม่ค่อยชอบเงินนอกงบประมาณจะคลายความกังวลลง หนี้สาธารณะที่เคยพูดว่าจะแตะ 60% ต่อจีดีพีจะลดลงนิดหน่อย เพราะว่าความเป็นจริงใน พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท แรกที่ดำเนินการอยู่ก็ยังใช้ไม่เต็มจำนวน ขณะที่การกู้เงิน 400,000 ล้านบาท หลังใน พ.ร.บ.จะนำมาใช้เป็นลักษณะเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ให้แกะโครงการต่างๆออกมาให้หมดแบ่งเป็นหมวดๆ ไป เช่น แหล่งน้ำ ขนส่ง ศึกษา สาธารณะ ยกตัวอย่างแหล่งน้ำ จะดูว่าแหล่งน้ำไปในพื้นที่ไหนจะให้ผลตอบแทนสูงสุดในเรื่องการเกษตร เป็นต้น"
พยายามเข็นจีดีพีปี 53 ให้เกิน 4.7%
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า แม้รัฐบาลจะมีแผนลดการกู้เงินลง แต่มั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะแรงกระตุ้นปีนี้เป็นต้นไปจะมาจากเอกชนอยู่แล้ว และแนวโน้มการส่งออกค่อนข้างขยายตัวได้ดี รายได้จากการท่องเที่ยวก็ค่อนข้างดี การใช้กำลังการผลิตก็ขึ้นไปสูงถึง 70-80%
"อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปีนี้ยังไม่อยากพูดตัวเลข เพราะตัวเลขการขยายตัวของไตรมาส 4 ปี 2552 ก็ยังไม่ออก แต่เบื้องต้นได้รับรายงานว่าดีขึ้นกว่าประมาณการเดิม และจะดีขึ้นเรื่อยๆ โดยตลอดทั้งปีเศรษฐกิจปี 2552 น่าจะติดลบต่ำกว่า 3% ส่วนปี 2553 เดิมที่พูดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.5% ขณะนี้ทุกคนก็พูดกันว่าน่าจะเกิน 4-4.5% ก็เป็นไปได้ แต่ผมจะพยายามทำให้เกิน 4.7% ให้ได้ เพราะเป็นตัวเลขที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ บอกว่าอาเซียน 5 ประเทศ จะได้ 4.7% เอาเป็นว่า 4-4.5% เป็นสิ่งที่คนมองว่าทำได้ แต่ผมจะพยายามทำให้ได้มากกว่านั้น"
ส่วนประเด็นทางด้านการเมือง สิ่งที่จะต้องไม่ให้เกิดขึ้นคือความรุนแรง และการเปลี่ยนแปลงนอกระบบ หากเปลี่ยนแปลงตามวิถีทาง รัฐสภาไม่เป็นไร แต่ใจคิดว่าอยากให้เศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจน แข็งแกร่ง ถ้าการเมืองไม่ไปกระทบมันน่าจะแข็งแรงพอ และตนมีหน้าที่อยู่และทำงาน ไม่มีความคิดว่าจะหยุดทำงาน และต้องควบคุมไม่ให้มันรุนแรง แต่ในปีที่แล้ว การเมืองไม่ใช่ว่าจะนิ่งหรือราบรื่น รัฐบาลทำให้เห็นว่าการบริหารงานเศรษฐกิจไม่ได้หยุด นโยบายก็ไม่แกว่ง หลักนี้ก็ต้องยืนยันว่าอย่าไปตื่นเต้นกับการเมืองมาก
ตรึงราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน-ขนส่ง
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า การรับมือกับแนวโน้มราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้นในปีนี้นั้น ในขณะนี้มี 2 ตัวที่คิด ก็คือ เมื่อราคาน้ำมันสูงก็ให้ราคาสินค้าเกษตรสูงตามไปด้วย และรัฐบาลได้ตุนกระสุนไว้สำหรับช่วยผลกระทบน้ำมันไว้พอสมควร ทั้งกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตที่ขึ้นไป และหากราคาน้ำมันขึ้นไปจนถึงขั้นมีผลกระทบ ก็ต้องเอาออกมาใช้
ขณะที่มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 5 มาตรการ 6 เดือน ซึ่งจะหมดลงในสิ้น มี.ค.นี้ จะลดลงโดยลำดับยังไม่ยกเลิกทั้งหมด เพราะจะประจวบเหมาะกับช่วงที่เงินเฟ้อกำลังขาขึ้น จะค่อยๆปรับลดเหมือนรอบที่แล้วที่ปรับลดการใช้น้ำฟรีจากเดือนละ 30 หน่วยลงมาเหลือ 20 หน่วย ส่วนกรณีก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีที่จะตรึงราคาจนถึงสิ้นเดือน ส.ค.นี้ จะให้มีการตรึงราคาสำหรับภาคครัวเรือนและภาคขนส่งต่อไป เพราะมีตัวเลขยืนยันได้ว่าทั้งสองภาคนี้ไม่ใช่ปัญหา ส่วนที่บอกว่าต้องนำเข้าแอลพีจีปริมาณมากนั้นเป็นเรื่องของภาคอุตสาหกรรมที่ควรจะจ่ายในราคาตลาด
ทั้งนี้ นายกฯยืนยันด้วยว่า ตัวเลขนำเข้าแอลพีจีที่เติบโตมากในปีที่แล้ว มาจากการใช้ของภาคอุตสาหกรรมสูงที่สุด ไม่ใช่ภาคขนส่งหรือครัวเรือน จึงจะให้ตรึงราคาเพื่อภาคครัวเรือนกับภาคขนส่งเหมือนเดิม เพราะถ้าสองภาคนี้อยู่ด้วยกันสามารถตรวจสอบได้ แต่ถ้าแยกจากกันจะตรวจสอบยาก และอันตราย เพราะคนจะเอาถังไปใส่ในรถ ต้องไล่ตรวจกัน แต่ถ้าแยกภาคอุตสาหกรรมออกมาจะไม่ค่อยเป็นปัญหาเพราะตนไม่ยอมรับตรรกะ ที่พยายามจะบอกว่าภาคครัวเรือนต้องจ่ายราคาแอลพีจีในราคาตลาดโลกตั้งแต่ต้น เพราะตนถือว่าแอลพีจีที่มาใช้ในครัวเรือนทั้งหมดเป็นของคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้น การให้ภาคครัวเรือน และภาคขนส่งใช้แอลพีจีในราคาต้นทุนน่าจะเป็นระดับที่รับได้.
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์(http://www.thairath.co.th/content/eco/64125)
คำถาม
1แนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2553 รัฐบาลจะใช้กลยุทธ์ใด
2รัฐบาลจะลดความกังวลหนี้สาธารณะพุ่ง อย่างไร
3นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีวิธีการตรึงราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน-ขนส่ง อย่างไร
นางสาวสุนิศา นิลเพ็ชร เลขทะเบียน 4902100001
เปิดแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2553 "อภิสิทธิ์" เพ้อไทยฟื้นแน่นปึ้กจนสามารถถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ลดวงเงินกู้ลงได้แล้ว ปรับปีนี้เป็นปีแห่งการวางแผนระยะยาวเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่ ไม่หวั่นแรงส่งที่ลดลงอาจจะทำให้ดิ่งเหวอีกรอบ ประกาศวิ่งตามตัวเลขไอเอ็มเอฟ ขอเล่นเองบทป๋าดัน ส่งเศรษฐกิจปีนี้โตพุ่ง 4.7% ให้ได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2553 ว่า รัฐบาลจะนำกลยุทธ์การทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว (Exit Strategy) มาใช้ เพื่อพยายามจะตอบคำถามว่า การกระตุ้นที่มากกว่าปกติที่รัฐบาลได้ดำเนินการในช่วงปีที่ผ่านมาจะหยุดเมื่อใด และจะเลิกได้เมื่อใด ซึ่งการที่รัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณว่าจะไม่กู้เต็มจำนวนเป็นส่วนหนึ่งของ Exit Strategy และในปีนี้จะเป็นปีที่เห็นภาพประเทศไทยในเรื่องโครงการลงทุนระยะกลางระยะยาวที่ชัดเจนขึ้น ดังนั้น ในปีนี้ตนจะลงไปจัดการติดตามโครงการลงทุนด้วยตัวเอง โดยจะทยอยประชุมทุกเรื่องต่อไป ทั้งเรื่องสนามบิน ระบบการขนส่งทางราง การลงทุนโครงข่ายโทรคมนาคม 3 จี ที่ต้องสะสางสัมปทานโทรคมนาคมทั้งหลาย หลังจากภารกิจปีที่ผ่านมา คือทำให้เศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติ
"ที่มาของการทำ Exit Strategy เนื่อง จากตอนที่รัฐบาลเริ่มโครงการไทยเข้มแข็งมีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นพิเศษ จึงต้องไปทำกฎหมายกู้เงิน 800,000 ล้านบาท แบ่งก้อนแรกที่ต้องใช้เร่งด่วนออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 400,000 ล้านบาท และก้อนที่ 2 อีก 400,000 ล้านบาท ที่ออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่สถานการณ์ขณะนี้เห็นชัดว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแล้ว ทำให้มีรายได้เพิ่มเข้ามาเฉพาะปีงบประมาณนี้มากกว่าที่คิดไว้เกือบ 200,000 ล้านบาท ฉะนั้น การเริ่มนำเอางบในโครงการไทยเข้มแข็งส่วนหนึ่งเข้ามาสู่ระบบงบประมาณจะทำได้มากขึ้น ทำให้ ไม่จำเป็นต้องกู้เงินให้ชนกับกรอบที่ขอไว้ 800,000 ล้านบาท"
ลดความกังวลหนี้สาธารณะพุ่ง
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า สาระสำคัญของการลดการกู้เงินไม่ได้จะไปลดโครงการการลงทุนที่สำคัญ โครงการเหล่านี้ยังอยู่แต่จะปรับเข้ามาใช้เงินงบประมาณแทน ทำให้หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไม่ขึ้นไปมาก ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม สำหรับระยะกลางระยะยาว ส่วนจะปรับลดเงินกู้ลงเท่าใดก็ต้องติดตามสถานการณ์ไปก่อน เพราะการปรับเข้ามาในงบประมาณเลย ไม่ใช่ว่าจะทำได้ ทั้งหมด และอย่าลืมว่าตัว พ.ร.บ.กำหนดให้ใช้ในปีงบประมาณ 2553-2554 และ 2555 เพราะ ฉะนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะปรับเข้ามาทั้งหมดในปีนี้ แต่สามารถทยอยปรับได้
โดยหลักการที่สำคัญคือ ต้องไล่ดูแนวโน้มเศรษฐกิจ ตัวเลขต่างๆ ว่าจะฟื้นตัวเหมือน 3-4 เดือนหลังที่ผ่านมาหรือไม่ เพื่อที่จะมีการกำหนดและคาดได้ว่าจะขาดดุลงบประมาณไปอีกกี่ปี สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจะลดลงเมื่อไร ส่วนเงินกู้ที่จะลดลงและปรับมาใช้เงินในงบ ประมาณจะเป็นจำนวนเท่าใด การดำเนินการเช่นนี้จะเป็นการส่งสัญญาณที่ดี ไปทั้งต่างประเทศและในประเทศเองว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจริงๆ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลคงไม่มีการมาทบทวนแบบนี้
"หลายฝ่ายที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ว่า ประเทศ ไทยจะเป็นหนี้สาธารณะมากมาย รวมไปถึงคน ที่ไม่ค่อยชอบเงินนอกงบประมาณจะคลายความกังวลลง หนี้สาธารณะที่เคยพูดว่าจะแตะ 60% ต่อจีดีพีจะลดลงนิดหน่อย เพราะว่าความเป็นจริงใน พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท แรกที่ดำเนินการอยู่ก็ยังใช้ไม่เต็มจำนวน ขณะที่การกู้เงิน 400,000 ล้านบาท หลังใน พ.ร.บ.จะนำมาใช้เป็นลักษณะเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ให้แกะโครงการต่างๆออกมาให้หมดแบ่งเป็นหมวดๆ ไป เช่น แหล่งน้ำ ขนส่ง ศึกษา สาธารณะ ยกตัวอย่างแหล่งน้ำ จะดูว่าแหล่งน้ำไปในพื้นที่ไหนจะให้ผลตอบแทนสูงสุดในเรื่องการเกษตร เป็นต้น"
พยายามเข็นจีดีพีปี 53 ให้เกิน 4.7%
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า แม้รัฐบาลจะมีแผนลดการกู้เงินลง แต่มั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะแรงกระตุ้นปีนี้เป็นต้นไปจะมาจากเอกชนอยู่แล้ว และแนวโน้มการส่งออกค่อนข้างขยายตัวได้ดี รายได้จากการท่องเที่ยวก็ค่อนข้างดี การใช้กำลังการผลิตก็ขึ้นไปสูงถึง 70-80%
"อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปีนี้ยังไม่อยากพูดตัวเลข เพราะตัวเลขการขยายตัวของไตรมาส 4 ปี 2552 ก็ยังไม่ออก แต่เบื้องต้นได้รับรายงานว่าดีขึ้นกว่าประมาณการเดิม และจะดีขึ้นเรื่อยๆ โดยตลอดทั้งปีเศรษฐกิจปี 2552 น่าจะติดลบต่ำกว่า 3% ส่วนปี 2553 เดิมที่พูดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.5% ขณะนี้ทุกคนก็พูดกันว่าน่าจะเกิน 4-4.5% ก็เป็นไปได้ แต่ผมจะพยายามทำให้เกิน 4.7% ให้ได้ เพราะเป็นตัวเลขที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ บอกว่าอาเซียน 5 ประเทศ จะได้ 4.7% เอาเป็นว่า 4-4.5% เป็นสิ่งที่คนมองว่าทำได้ แต่ผมจะพยายามทำให้ได้มากกว่านั้น"
ส่วนประเด็นทางด้านการเมือง สิ่งที่จะต้องไม่ให้เกิดขึ้นคือความรุนแรง และการเปลี่ยนแปลงนอกระบบ หากเปลี่ยนแปลงตามวิถีทาง รัฐสภาไม่เป็นไร แต่ใจคิดว่าอยากให้เศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจน แข็งแกร่ง ถ้าการเมืองไม่ไปกระทบมันน่าจะแข็งแรงพอ และตนมีหน้าที่อยู่และทำงาน ไม่มีความคิดว่าจะหยุดทำงาน และต้องควบคุมไม่ให้มันรุนแรง แต่ในปีที่แล้ว การเมืองไม่ใช่ว่าจะนิ่งหรือราบรื่น รัฐบาลทำให้เห็นว่าการบริหารงานเศรษฐกิจไม่ได้หยุด นโยบายก็ไม่แกว่ง หลักนี้ก็ต้องยืนยันว่าอย่าไปตื่นเต้นกับการเมืองมาก
ตรึงราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน-ขนส่ง
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า การรับมือกับแนวโน้มราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้นในปีนี้นั้น ในขณะนี้มี 2 ตัวที่คิด ก็คือ เมื่อราคาน้ำมันสูงก็ให้ราคาสินค้าเกษตรสูงตามไปด้วย และรัฐบาลได้ตุนกระสุนไว้สำหรับช่วยผลกระทบน้ำมันไว้พอสมควร ทั้งกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตที่ขึ้นไป และหากราคาน้ำมันขึ้นไปจนถึงขั้นมีผลกระทบ ก็ต้องเอาออกมาใช้
ขณะที่มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 5 มาตรการ 6 เดือน ซึ่งจะหมดลงในสิ้น มี.ค.นี้ จะลดลงโดยลำดับยังไม่ยกเลิกทั้งหมด เพราะจะประจวบเหมาะกับช่วงที่เงินเฟ้อกำลังขาขึ้น จะค่อยๆปรับลดเหมือนรอบที่แล้วที่ปรับลดการใช้น้ำฟรีจากเดือนละ 30 หน่วยลงมาเหลือ 20 หน่วย ส่วนกรณีก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีที่จะตรึงราคาจนถึงสิ้นเดือน ส.ค.นี้ จะให้มีการตรึงราคาสำหรับภาคครัวเรือนและภาคขนส่งต่อไป เพราะมีตัวเลขยืนยันได้ว่าทั้งสองภาคนี้ไม่ใช่ปัญหา ส่วนที่บอกว่าต้องนำเข้าแอลพีจีปริมาณมากนั้นเป็นเรื่องของภาคอุตสาหกรรมที่ควรจะจ่ายในราคาตลาด
ทั้งนี้ นายกฯยืนยันด้วยว่า ตัวเลขนำเข้าแอลพีจีที่เติบโตมากในปีที่แล้ว มาจากการใช้ของภาคอุตสาหกรรมสูงที่สุด ไม่ใช่ภาคขนส่งหรือครัวเรือน จึงจะให้ตรึงราคาเพื่อภาคครัวเรือนกับภาคขนส่งเหมือนเดิม เพราะถ้าสองภาคนี้อยู่ด้วยกันสามารถตรวจสอบได้ แต่ถ้าแยกจากกันจะตรวจสอบยาก และอันตราย เพราะคนจะเอาถังไปใส่ในรถ ต้องไล่ตรวจกัน แต่ถ้าแยกภาคอุตสาหกรรมออกมาจะไม่ค่อยเป็นปัญหาเพราะตนไม่ยอมรับตรรกะ ที่พยายามจะบอกว่าภาคครัวเรือนต้องจ่ายราคาแอลพีจีในราคาตลาดโลกตั้งแต่ต้น เพราะตนถือว่าแอลพีจีที่มาใช้ในครัวเรือนทั้งหมดเป็นของคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้น การให้ภาคครัวเรือน และภาคขนส่งใช้แอลพีจีในราคาต้นทุนน่าจะเป็นระดับที่รับได้.
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์(http://www.thairath.co.th/content/eco/64125)
คำถาม
1แนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2553 รัฐบาลจะใช้กลยุทธ์ใด
2รัฐบาลจะลดความกังวลหนี้สาธารณะพุ่ง อย่างไร
3นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีวิธีการตรึงราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน-ขนส่ง อย่างไร
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ประเด็นท้าทายหลังปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์
จัดทำบทความโดย
นายอภิชาย สอนเสนาะ เลขทะเบียน4902100062
สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน เปิดผลงานวิจัย"บทเรียนจากการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ ในต่างประเทศ" ชี้มี 3 ประเด็นที่ตลท. ควรพิจารณาให้รอบคอบ ทั้งความพอดีของการเปิดเสรี การเก็บค่าธรรมเนียม และบทบาทการกำกับดูแล พร้อมชี้ความท้าทายในตลาดทุนโลก และปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดหลักทรัพย์ฯแบบเดิม
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงผลงานวิจัยเรื่อง "บทเรียนจากการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศ หรือ Demutualization " ว่า งานวิจัยดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาประสบการณ์ และบทเรียนของตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศถึงประเด็นที่จะต้องระมัดระวัง เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทาง และวางกรอบนโยบาย เพื่อรองรับการแปรรูปผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือการปฏิรูปสำหรับประเทศไทยในอนาคต
ทั้งนี้ผลงานวิจัยดังกล่าวยังมีประเด็นพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ฯที่น่าสนใจ โดยประเด็นที่ตลท.จำเป็นต้องพิจารณาต่อไปอย่างรอบคอบมี 3 เรื่อง ประเด็นแรก ควรที่จะเปิดเสรีธุรกิจตลาดหลักทรัพย์มากน้อยเพียงใด และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีตลาดหลักทรัพย์ฯที่เป็นตลาดเดียว
ประเด็นที่สอง ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาไม่พบตลาดหลักทรัพย์ที่ผ่านการปฏิรูปแล้วเพิ่ม ค่าธรรมเนียมอย่างไม่สมเหตุสมผล แต่หน่วยงานกำกับดูแลควรมีกลไก เพื่อดูแลความเหมาะสมของค่าธรรมเนียมไว้ด้วย โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดของตลาดทุนที่เล็ก
และประเด็นที่สาม ควรมีการแยกบทบาทการกำกับดูแลตลาดอย่างชัดเจน ระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งควรที่จะมีการจัดตั้งสถาบันเฉพาะเพื่อการพัฒนาตลาดทุน โดยจะต้องสอดคล้องกับระดับการพัฒนาของตลาดทุน และกรอบการกำกับดูแลจะต้องสามารถเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ได้ทันเวลา และสุดท้ายคือ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปัญหาเชิงโครงสร้าง และความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ระหว่างผู้ร่วมตลาดอย่างจริงจัง ควรมีการกระจายหุ้นให้แก่สาธารณชนในสัดส่วนที่มากพอ
ดร.ยรรยง กล่าวว่า ปัจจัยผลักดันให้เกิดการปฏิรูปของธุรกิจตลาดหลักทรัพย์โลกมาจากความท้าทายในตลาดทุนโลก ซึ่งยังผลมาจากการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และการเปิดเสรีภาคการเงิน ประกอบกับการแข่งขันสำหรับตลาดหลักทรัพย์แบบเดิมที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยมีรูปแบบการแข่งขันเป็นการรวมตัวระหว่างตลาดหลักทรัพย์แบบเดิม และการเกิดกระดานซื้อขายหลักทรัพย์คู่แข่ง (Alternative Trading System: ATS)
รวมไปถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดหลักทรัพย์แบบเดิม ซึ่งมีลักษณะเป็น Mutual-owned และสมาชิกเท่านั้นที่จะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายให้ตลาดหลักทรัพย์ได้ ซึ่งภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง โครงสร้างดังกล่าวจะก่อให้เกิดปัญหาทั้งในเรื่องของความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่เป็นสมาชิก รวมถึงการสนับสนุนบล.มากกว่าผู้ร่วมตลาดกลุ่มอื่น อาทิ บริษัทจดทะเบียน (บจ.) และผู้ลงทุน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาตลาดที่ไม่สมดุล
ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์แบบเดิมจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัวไปสู่ระบบ Shareholder-owned คือการมีโครงสร้างการถือหุ้นที่ชัดเจน มีการกระจายการถือหุ้น และอำนาจการบริหารให้ครอบคลุมผู้ร่วมตลาดทุนอย่างเหมาะสม อีกทั้งให้เกิดการทำงานแบบองค์กรธุรกิจที่มีการตัดสินใจแบบเห็นด้วยตามเสียงข้างมาก และมีการเชื่อมโยงทางธุรกิจกับตลาดหลักทรัพย์อื่นได้ง่าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,500 28 -30 มกราคม พ.ศ. 2553
คำถามจากบทความ
1. ปัจจัยผลักดันให้เกิดการปฏิรูปของธุรกิจตลาดหลักทรัพย์โลกคืออะไร
2. จงอธิบายความหมายของ โครงสร้างของตลาดหลักทรัพย์แบบ Mutual-owned
3. จงสรุป 3 ประเด็นที่ตลท.ควรพิจารณาจากการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ ในต่างประเทศ
นายอภิชาย สอนเสนาะ เลขทะเบียน4902100062
สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน เปิดผลงานวิจัย"บทเรียนจากการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ ในต่างประเทศ" ชี้มี 3 ประเด็นที่ตลท. ควรพิจารณาให้รอบคอบ ทั้งความพอดีของการเปิดเสรี การเก็บค่าธรรมเนียม และบทบาทการกำกับดูแล พร้อมชี้ความท้าทายในตลาดทุนโลก และปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดหลักทรัพย์ฯแบบเดิม
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงผลงานวิจัยเรื่อง "บทเรียนจากการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศ หรือ Demutualization " ว่า งานวิจัยดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาประสบการณ์ และบทเรียนของตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศถึงประเด็นที่จะต้องระมัดระวัง เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทาง และวางกรอบนโยบาย เพื่อรองรับการแปรรูปผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือการปฏิรูปสำหรับประเทศไทยในอนาคต
ทั้งนี้ผลงานวิจัยดังกล่าวยังมีประเด็นพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ฯที่น่าสนใจ โดยประเด็นที่ตลท.จำเป็นต้องพิจารณาต่อไปอย่างรอบคอบมี 3 เรื่อง ประเด็นแรก ควรที่จะเปิดเสรีธุรกิจตลาดหลักทรัพย์มากน้อยเพียงใด และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีตลาดหลักทรัพย์ฯที่เป็นตลาดเดียว
ประเด็นที่สอง ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาไม่พบตลาดหลักทรัพย์ที่ผ่านการปฏิรูปแล้วเพิ่ม ค่าธรรมเนียมอย่างไม่สมเหตุสมผล แต่หน่วยงานกำกับดูแลควรมีกลไก เพื่อดูแลความเหมาะสมของค่าธรรมเนียมไว้ด้วย โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดของตลาดทุนที่เล็ก
และประเด็นที่สาม ควรมีการแยกบทบาทการกำกับดูแลตลาดอย่างชัดเจน ระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งควรที่จะมีการจัดตั้งสถาบันเฉพาะเพื่อการพัฒนาตลาดทุน โดยจะต้องสอดคล้องกับระดับการพัฒนาของตลาดทุน และกรอบการกำกับดูแลจะต้องสามารถเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ได้ทันเวลา และสุดท้ายคือ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปัญหาเชิงโครงสร้าง และความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ระหว่างผู้ร่วมตลาดอย่างจริงจัง ควรมีการกระจายหุ้นให้แก่สาธารณชนในสัดส่วนที่มากพอ
ดร.ยรรยง กล่าวว่า ปัจจัยผลักดันให้เกิดการปฏิรูปของธุรกิจตลาดหลักทรัพย์โลกมาจากความท้าทายในตลาดทุนโลก ซึ่งยังผลมาจากการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และการเปิดเสรีภาคการเงิน ประกอบกับการแข่งขันสำหรับตลาดหลักทรัพย์แบบเดิมที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยมีรูปแบบการแข่งขันเป็นการรวมตัวระหว่างตลาดหลักทรัพย์แบบเดิม และการเกิดกระดานซื้อขายหลักทรัพย์คู่แข่ง (Alternative Trading System: ATS)
รวมไปถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดหลักทรัพย์แบบเดิม ซึ่งมีลักษณะเป็น Mutual-owned และสมาชิกเท่านั้นที่จะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายให้ตลาดหลักทรัพย์ได้ ซึ่งภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง โครงสร้างดังกล่าวจะก่อให้เกิดปัญหาทั้งในเรื่องของความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่เป็นสมาชิก รวมถึงการสนับสนุนบล.มากกว่าผู้ร่วมตลาดกลุ่มอื่น อาทิ บริษัทจดทะเบียน (บจ.) และผู้ลงทุน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาตลาดที่ไม่สมดุล
ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์แบบเดิมจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัวไปสู่ระบบ Shareholder-owned คือการมีโครงสร้างการถือหุ้นที่ชัดเจน มีการกระจายการถือหุ้น และอำนาจการบริหารให้ครอบคลุมผู้ร่วมตลาดทุนอย่างเหมาะสม อีกทั้งให้เกิดการทำงานแบบองค์กรธุรกิจที่มีการตัดสินใจแบบเห็นด้วยตามเสียงข้างมาก และมีการเชื่อมโยงทางธุรกิจกับตลาดหลักทรัพย์อื่นได้ง่าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,500 28 -30 มกราคม พ.ศ. 2553
คำถามจากบทความ
1. ปัจจัยผลักดันให้เกิดการปฏิรูปของธุรกิจตลาดหลักทรัพย์โลกคืออะไร
2. จงอธิบายความหมายของ โครงสร้างของตลาดหลักทรัพย์แบบ Mutual-owned
3. จงสรุป 3 ประเด็นที่ตลท.ควรพิจารณาจากการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ ในต่างประเทศ
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
บลจ.เดินหน้าลุยตลาดหุ้นจีน
จัดทำบทความโดย
นายอภิชาย สอนเสนาะ เลขทะเบียน4902100062
บลจ.ไม่กลัวฟองสบู่อสังหาฯจีน เดินหน้าออกกองทุนใหม่และปัดฝุ่นของเก่าออกขาย หลังมองเป็นโอกาสลงทุนช่วงตลาดหุ้นแดนมังกรปรับฐานจากมาตรการสกัดฟองสบู่ พร้อมเผยได้ป้องกันความเสี่ยงไว้แล้ว บลจ.เอ็มเอฟซีฯ ออกทาร์เก็ตฟันด์ ผลตอบแทนตามเป้า 10% พร้อมปิดกอง
จากกรณีรัฐบาลจีนทยอยออกมาตรการควบคุมไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องนั้น "ฐานเศรษฐกิจ" ได้สำรวจไปยังบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหรือบลจ.ที่ได้มีการออกกองทุนเพื่อลงทุนในตลาดหุ้นจีนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ(FIF) พบว่าต่างมองเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุน และมองว่าปี 2553 โอกาสที่จะเกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีนมีน้อย
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ. แอสเซท พลัสฯ กล่าวว่าปีนี้ได้ออกกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีน คือกองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอชเอสไอ (ASP-HSI) มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท กองทุนดังกล่าวจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮั่งเส็งของฮ่องกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางตลาดหุ้นเอเชีย
สำหรับสัดส่วนการลงทุนจะเป็นหุ้นของบริษัทประเทศจีนประมาณ 60% และอีก 40% เป็นหุ้นของบริษัทในฮ่องกง ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีนได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามคาดว่าธุรกิจจากประเทศจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮั่งเส็ง กำไรปี 2553 ยังเติบโตประมาณ 25-40% เทียบจากปี 2552
นอกจากนี้สำหรับกองทุนเดิมที่มีนโยบายลงทุนในประเทศกลุ่มบริค 4 ประเทศ คือ จีน อินเดีย รัสเซียและบราซิล สำหรับปีนี้บริษัทได้พิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นบราซิลมากที่สุดถึง 34 % ของเงินลงทุน และลงทุนในตลาดหุ้นจีนสัดส่วน 28% จากเดิมแบ่งสัดส่วนใกล้เคียงกัน เนื่องจากตลาดหุ้น 2 ประเทศดังกล่าวมีโอกาสเติบโตสูงที่สุด
นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.อยุธยาฯ กล่าวว่า บริษัทไม่กังวลฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน และบริษัทยังได้ออกกองทุนเปิดอยุธยา ไชน่าอิควิตี้ มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้กลับมองว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนในช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นจีนพักฐานด้วย ดังนั้นการเสนอขายกองทุนใหม่นี้จึงเป็นโอกาสเข้าเก็บของถูกมากกว่า เนื่องจากโอกาสเกิดฟองสบู่ในจีนปีนี้ไม่มี และยังเชื่อมั่นในมาตรการป้องกันของภาครัฐที่รวดเร็วและตรงจุด จึงตั้งเป้าขายหน่วยลงทุนครั้งนี้ 500 ล้านบาท
นายฉัตรพี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้บริษัทยังมีกองทุนเดิมที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีนด้วยผ่านกองทุนรวมบริค ซึ่งมีนโยบายลงทุนใน 4 ประเทศในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ จีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิล และไม่ได้มีการปรับพอร์ตการลงทุน
"โดยรวมแล้วตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ทั้งบราซิลที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับขึ้น ส่วนตลาดหุ้นจีนยังมีโอกาสเติบโตที่ดีกว่าตลาดหุ้นไทย ซึ่งถูกกดดันจากปัจจัยการเมือง"
นายฉัตรพี กล่าวต่อว่า บลจ.อยุธยาฯ จึงแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ตที่ลงทุนในหุ้น ทั้งนี้เพื่อกระจายความเสี่ยงจากปัจจัยลบในประเทศ
นายวนา พูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี(ไทย)ฯ กล่าวว่า บริษัทมีกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีนผ่านกองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เกรทเธอร์ ไชน่า ซึ่งปีที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนประมาณ 50-60% และยังเชื่อว่าในปีนี้ตลาดหุ้นจีนยังเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชีย
ประกอบกับบริษัทไม่ได้กังวลฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีนแม้ว่าจะเกิดขึ้นแล้วแต่โอกาสแตกคงไม่เกิดในปีนี้ อีกทั้งรัฐบาลจีนและมีการออกมาตรการเพื่อป้องกันอย่างต่อเนื่องและทำได้รวดเร็ว แต่อาจส่งผลกระทบให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงต่อเนื่องถึงไตรมาส 2 นี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุน ดังนั้นบลจ.ยูโอบีฯ จึงมีแผนนำกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีน มาเสนอขายใหม่อีกครั้ง และยังประเมินโอกาสได้กำไรในตลาดหุ้นจีน 10-15% ด้วย
เอ็มเอฟซีส่งกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล ไชน่า เทน (I-CHINA10) เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของจีนและฮ่องกง ตั้งเป้าหมายผลตอบแทนร้อยละ 10 ภายใน 1 ปี หวังสร้างโอกาสที่ดีจากแนวโน้มเศรษฐกิจจีนปีนี้ที่จะขยายตัวร้อยละ 8.5 เปิดขายครั้งเดียวตั้งแต่วันที่ 22-29 มกราคมนี้
ดร. พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เอ็มเอฟซีฯ เปิดเผยว่า บริษัทได้ออกกองทุนสำหรับลงทุนในจีน ซึ่งเป็นกองทุนประเภททาร์เก็ตฟันด์คือ กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล ไชน่า เทน หรือกองทุนเปิด I-CHINA10 มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท สามารถลงทุนทั้งในตราสารทุน ตราสารหนี้ และเงินฝาก โดยจะเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและสภาพคล่องสูงของจีนและฮ่องกง เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนตามสภาวการณ์ตลาดได้ทันท่วงที และมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามความเหมาะสมกับสภาวการณ์ตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน
ขณะที่กองทุนดังกล่าวสามารถเลิกโครงการได้เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 11.30 บาท และตั้งเป้าหมายผลตอบแทนที่คืนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 11 บาทต่อหน่วยลงทุน หรือ 10% ภายในเวลา 1 ปี โดยบริษัทจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติและสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี พันธบัตรตลาดเงิน (MM-GOV)
เครดิต : จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,501 31 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
คำถาม
1. มาตรการป้องกันความเสี่ยงของบริษัทหลักทรัพย์ที่จะเข้ามาลงทุนในจีนมีอะไรบ้าง
2. กองทุนประเภททาร์เก็ตฟันด์ คืออะไร
3. ในปี 2553 ภาพรวมเศรษกิจในประเทศจีน มีแนวโน้มเป็นอย่างไร
นายอภิชาย สอนเสนาะ เลขทะเบียน4902100062
บลจ.ไม่กลัวฟองสบู่อสังหาฯจีน เดินหน้าออกกองทุนใหม่และปัดฝุ่นของเก่าออกขาย หลังมองเป็นโอกาสลงทุนช่วงตลาดหุ้นแดนมังกรปรับฐานจากมาตรการสกัดฟองสบู่ พร้อมเผยได้ป้องกันความเสี่ยงไว้แล้ว บลจ.เอ็มเอฟซีฯ ออกทาร์เก็ตฟันด์ ผลตอบแทนตามเป้า 10% พร้อมปิดกอง
จากกรณีรัฐบาลจีนทยอยออกมาตรการควบคุมไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องนั้น "ฐานเศรษฐกิจ" ได้สำรวจไปยังบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหรือบลจ.ที่ได้มีการออกกองทุนเพื่อลงทุนในตลาดหุ้นจีนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ(FIF) พบว่าต่างมองเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุน และมองว่าปี 2553 โอกาสที่จะเกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีนมีน้อย
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ. แอสเซท พลัสฯ กล่าวว่าปีนี้ได้ออกกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีน คือกองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอชเอสไอ (ASP-HSI) มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท กองทุนดังกล่าวจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮั่งเส็งของฮ่องกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางตลาดหุ้นเอเชีย
สำหรับสัดส่วนการลงทุนจะเป็นหุ้นของบริษัทประเทศจีนประมาณ 60% และอีก 40% เป็นหุ้นของบริษัทในฮ่องกง ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีนได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามคาดว่าธุรกิจจากประเทศจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮั่งเส็ง กำไรปี 2553 ยังเติบโตประมาณ 25-40% เทียบจากปี 2552
นอกจากนี้สำหรับกองทุนเดิมที่มีนโยบายลงทุนในประเทศกลุ่มบริค 4 ประเทศ คือ จีน อินเดีย รัสเซียและบราซิล สำหรับปีนี้บริษัทได้พิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นบราซิลมากที่สุดถึง 34 % ของเงินลงทุน และลงทุนในตลาดหุ้นจีนสัดส่วน 28% จากเดิมแบ่งสัดส่วนใกล้เคียงกัน เนื่องจากตลาดหุ้น 2 ประเทศดังกล่าวมีโอกาสเติบโตสูงที่สุด
นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.อยุธยาฯ กล่าวว่า บริษัทไม่กังวลฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน และบริษัทยังได้ออกกองทุนเปิดอยุธยา ไชน่าอิควิตี้ มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้กลับมองว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนในช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นจีนพักฐานด้วย ดังนั้นการเสนอขายกองทุนใหม่นี้จึงเป็นโอกาสเข้าเก็บของถูกมากกว่า เนื่องจากโอกาสเกิดฟองสบู่ในจีนปีนี้ไม่มี และยังเชื่อมั่นในมาตรการป้องกันของภาครัฐที่รวดเร็วและตรงจุด จึงตั้งเป้าขายหน่วยลงทุนครั้งนี้ 500 ล้านบาท
นายฉัตรพี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้บริษัทยังมีกองทุนเดิมที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีนด้วยผ่านกองทุนรวมบริค ซึ่งมีนโยบายลงทุนใน 4 ประเทศในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ จีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิล และไม่ได้มีการปรับพอร์ตการลงทุน
"โดยรวมแล้วตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ทั้งบราซิลที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับขึ้น ส่วนตลาดหุ้นจีนยังมีโอกาสเติบโตที่ดีกว่าตลาดหุ้นไทย ซึ่งถูกกดดันจากปัจจัยการเมือง"
นายฉัตรพี กล่าวต่อว่า บลจ.อยุธยาฯ จึงแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ตที่ลงทุนในหุ้น ทั้งนี้เพื่อกระจายความเสี่ยงจากปัจจัยลบในประเทศ
นายวนา พูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี(ไทย)ฯ กล่าวว่า บริษัทมีกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีนผ่านกองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เกรทเธอร์ ไชน่า ซึ่งปีที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนประมาณ 50-60% และยังเชื่อว่าในปีนี้ตลาดหุ้นจีนยังเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชีย
ประกอบกับบริษัทไม่ได้กังวลฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีนแม้ว่าจะเกิดขึ้นแล้วแต่โอกาสแตกคงไม่เกิดในปีนี้ อีกทั้งรัฐบาลจีนและมีการออกมาตรการเพื่อป้องกันอย่างต่อเนื่องและทำได้รวดเร็ว แต่อาจส่งผลกระทบให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงต่อเนื่องถึงไตรมาส 2 นี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุน ดังนั้นบลจ.ยูโอบีฯ จึงมีแผนนำกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีน มาเสนอขายใหม่อีกครั้ง และยังประเมินโอกาสได้กำไรในตลาดหุ้นจีน 10-15% ด้วย
เอ็มเอฟซีส่งกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล ไชน่า เทน (I-CHINA10) เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของจีนและฮ่องกง ตั้งเป้าหมายผลตอบแทนร้อยละ 10 ภายใน 1 ปี หวังสร้างโอกาสที่ดีจากแนวโน้มเศรษฐกิจจีนปีนี้ที่จะขยายตัวร้อยละ 8.5 เปิดขายครั้งเดียวตั้งแต่วันที่ 22-29 มกราคมนี้
ดร. พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เอ็มเอฟซีฯ เปิดเผยว่า บริษัทได้ออกกองทุนสำหรับลงทุนในจีน ซึ่งเป็นกองทุนประเภททาร์เก็ตฟันด์คือ กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล ไชน่า เทน หรือกองทุนเปิด I-CHINA10 มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท สามารถลงทุนทั้งในตราสารทุน ตราสารหนี้ และเงินฝาก โดยจะเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและสภาพคล่องสูงของจีนและฮ่องกง เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนตามสภาวการณ์ตลาดได้ทันท่วงที และมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามความเหมาะสมกับสภาวการณ์ตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน
ขณะที่กองทุนดังกล่าวสามารถเลิกโครงการได้เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 11.30 บาท และตั้งเป้าหมายผลตอบแทนที่คืนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 11 บาทต่อหน่วยลงทุน หรือ 10% ภายในเวลา 1 ปี โดยบริษัทจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติและสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี พันธบัตรตลาดเงิน (MM-GOV)
เครดิต : จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,501 31 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
คำถาม
1. มาตรการป้องกันความเสี่ยงของบริษัทหลักทรัพย์ที่จะเข้ามาลงทุนในจีนมีอะไรบ้าง
2. กองทุนประเภททาร์เก็ตฟันด์ คืออะไร
3. ในปี 2553 ภาพรวมเศรษกิจในประเทศจีน มีแนวโน้มเป็นอย่างไร
วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553
ภาวะตลาดหุ้น
จัดทำบทความโดย
น.ส.ธิดาพร เชื้อมอญยาว เลขทะเบียน4902100054
ตลาดหุ้นไทยวันนี้อาจจะมีการพักฐานหลังเมื่อวานตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรง เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค วันนี้น่าจะออกมาในรูปแบบ Profit taking โดยเมื่อวานตัวเลขนักลงทุนที่เข้ามาซื้อหุ้นเป็นพอร์ตโบรกเกอร์ภายในประเทศ มากกว่านักลงทุนต่างชาติ แต่ยังคาดว่าฝรั่งจะเข้ามาซื้อสุทธิมากกว่า ซึ่งคำสั่งซื้อส่วนใหญ่มาจากโบรกเกอร์ต่างประเทศ
ทั้งนี้ ตลาดยังมีความน่าสนใจที่จะลงทุนต่อเนื่องในกลุ่มปิโตรเคมี เหล็ก เดินเรือ ยัง Outperform ตลาดหลังตัวเลขการส่งออกของจีนที่ดี นอกจากนี้ยังลุ้นผลประกอบการกลุ่มแบงก์ ซึ่งคาดว่าวันนี้แบงก์ทิสโก้ จะประกาศงบออกมาหากผลประกอบการดีเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อจิตวิทยาการลงทุน
หุ้นเด่นวันนี้ กลุ่มปิโตรเคมี PTTAR TOP , แบงก์ TISCO TCAP, เหล็ก SSI , เดินเรือ PSL โดยแนวรับอยู่ที่ 732-736 แนวต้านที่ 748 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดตลาดวานนี้
ประเด็นพิจารณาการลงทุน
- ตลาดหุ้นนิวยอร์คเมื่อวานนี้( 11 ม.ค.) ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 10,663.99 จุด เพิ่มขึ้น 45.80 จุด(+0.43%) ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 1,146.98 จุด เพิ่มขึ้น 2.00 จุด(+0.17%) และดัชนีแนสแด็ก ปิดที่ 2,312.41 จุด ลดลง 4.76 จุด (-0.21%)
- นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 203.94 ล้านบาท เมื่อวานนี้(11 ม.ค.)
- ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ก.พ.ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการเมื่อวานนี้อยู่ที่ 82.52 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 23 เซนต์
- ผู้เชี่ยวชาญหวั่นเศรษฐกิจจีนร้อนแรงถึงขีดสุดในปีนี้ โดยเศรษฐกิจจีนอาจขยายตัวได้สูงสุดถึง 16% ในปีนี้ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น และความเสี่ยงด้านภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ หากรัฐบาลยังไม่ชะลอการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
- นักลงทุนญี่ปุ่นวิตกกังวลเกี่ยวกับข่าวคราวในด้านลบของ JAL หลังจาก JAL วางแผนปลดพนักงาน 15,600 ตำแหน่ง หรือประมาณ 30% ของจำนวนพนักงานภายในองค์กร ภายในรอบปีงบการเงินที่สิ้นสุด ณ เดือนมี.ค.2556 ภายใต้แผนฟื้นฟูของหน่วยงานรัฐบาลญี่ปุ่น ขณะที่นายนาโอโตะ คัง รมว.คลังญี่ปุ่นกล่าวว่า การล้มละลายถือเป็นหนึ่งในทางเลือกของ JAL
- นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการกำกับหนี้สาธารณะว่า ที่ประชุมไม่อนุมัติตามที่ บมจ.การบินไทย เสนอขอให้กระทรวงการคลังกู้เงินให้จำนวน 7,300 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระค่าเครื่องบินแอร์บัส เอ 330 ที่สั่งซื้อจากฝรั่งเศส ซึ่งจะรับมอบสิ้นเดือนม.ค.นี้ เนื่องจากเห็นว่าการบินไทยยังไม่มีคำอธิบายชัดเจนเพียงพอว่าทำไมต้องให้กระทรวงการคลังกู้แทน
- นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซี.พี.กรุ๊ป เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อนตามทิศทางเศรษฐกิจโลก รวมทั้งทิศทางราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับที่ดีทำให้กำลังซื้อในภาพรวมของประเทศดีขึ้น เพราะกลุ่มเกษตรกรถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะหากการเมืองของไทยมีเสถียรภาพ รวมทั้งแก้ปัญหาความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนจากกรณีมาบตาพุดคลี่คลายได้รวดเร็ว มีโอกาสที่จะเห็นผลิตภัณฑ์มวลรมภายในประเทศ(จีดีพี) โต 10%
- คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)จะทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีสัปดาห์นี้ เพื่อขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหามาบตาพุดให้มีข้อยุติใน 4-5 เดือน หรือภายใน พ.ค.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน หากไม่ชัดการลงทุนใหม่จะไม่มา และจะทำให้การลงทุนของไทย 4-5 ปีข้างหน้าลำบาก เพราะการตัดสินใจลงทุนจะมองระยะยาว"
- ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าทรัพย์สินไทยชี้ราคาบ้านในปี 53 เพิ่มขึ้นในระดับ 3-4% เท่านั้น ไม่ถึง 8% แม้ไม่ได้รับการต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เผยแนวโน้มตลาดบ้านใหม่หันไปจับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางขึ้นไป ด้านห้องชุดราคาแพงใจกลางเมืองยังไปได้อีก
คำถาม
1.บมจ.การบินไทยเสนอขอให้กระทรวงการคลังกู้เงินเท่าไหร่ และจะนำเงินไปทำอะไร
2.เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวสูงสุดได้เท่าไหร่
3.ราคาน้ำมันดิบที่ส่งมอบในเดือนก.พ.อยู่ที่เท่าไหร่
น.ส.ธิดาพร เชื้อมอญยาว เลขทะเบียน4902100054
ตลาดหุ้นไทยวันนี้อาจจะมีการพักฐานหลังเมื่อวานตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรง เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค วันนี้น่าจะออกมาในรูปแบบ Profit taking โดยเมื่อวานตัวเลขนักลงทุนที่เข้ามาซื้อหุ้นเป็นพอร์ตโบรกเกอร์ภายในประเทศ มากกว่านักลงทุนต่างชาติ แต่ยังคาดว่าฝรั่งจะเข้ามาซื้อสุทธิมากกว่า ซึ่งคำสั่งซื้อส่วนใหญ่มาจากโบรกเกอร์ต่างประเทศ
ทั้งนี้ ตลาดยังมีความน่าสนใจที่จะลงทุนต่อเนื่องในกลุ่มปิโตรเคมี เหล็ก เดินเรือ ยัง Outperform ตลาดหลังตัวเลขการส่งออกของจีนที่ดี นอกจากนี้ยังลุ้นผลประกอบการกลุ่มแบงก์ ซึ่งคาดว่าวันนี้แบงก์ทิสโก้ จะประกาศงบออกมาหากผลประกอบการดีเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อจิตวิทยาการลงทุน
หุ้นเด่นวันนี้ กลุ่มปิโตรเคมี PTTAR TOP , แบงก์ TISCO TCAP, เหล็ก SSI , เดินเรือ PSL โดยแนวรับอยู่ที่ 732-736 แนวต้านที่ 748 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดตลาดวานนี้
ประเด็นพิจารณาการลงทุน
- ตลาดหุ้นนิวยอร์คเมื่อวานนี้( 11 ม.ค.) ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 10,663.99 จุด เพิ่มขึ้น 45.80 จุด(+0.43%) ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 1,146.98 จุด เพิ่มขึ้น 2.00 จุด(+0.17%) และดัชนีแนสแด็ก ปิดที่ 2,312.41 จุด ลดลง 4.76 จุด (-0.21%)
- นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 203.94 ล้านบาท เมื่อวานนี้(11 ม.ค.)
- ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ก.พ.ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการเมื่อวานนี้อยู่ที่ 82.52 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 23 เซนต์
- ผู้เชี่ยวชาญหวั่นเศรษฐกิจจีนร้อนแรงถึงขีดสุดในปีนี้ โดยเศรษฐกิจจีนอาจขยายตัวได้สูงสุดถึง 16% ในปีนี้ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น และความเสี่ยงด้านภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ หากรัฐบาลยังไม่ชะลอการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
- นักลงทุนญี่ปุ่นวิตกกังวลเกี่ยวกับข่าวคราวในด้านลบของ JAL หลังจาก JAL วางแผนปลดพนักงาน 15,600 ตำแหน่ง หรือประมาณ 30% ของจำนวนพนักงานภายในองค์กร ภายในรอบปีงบการเงินที่สิ้นสุด ณ เดือนมี.ค.2556 ภายใต้แผนฟื้นฟูของหน่วยงานรัฐบาลญี่ปุ่น ขณะที่นายนาโอโตะ คัง รมว.คลังญี่ปุ่นกล่าวว่า การล้มละลายถือเป็นหนึ่งในทางเลือกของ JAL
- นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการกำกับหนี้สาธารณะว่า ที่ประชุมไม่อนุมัติตามที่ บมจ.การบินไทย เสนอขอให้กระทรวงการคลังกู้เงินให้จำนวน 7,300 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระค่าเครื่องบินแอร์บัส เอ 330 ที่สั่งซื้อจากฝรั่งเศส ซึ่งจะรับมอบสิ้นเดือนม.ค.นี้ เนื่องจากเห็นว่าการบินไทยยังไม่มีคำอธิบายชัดเจนเพียงพอว่าทำไมต้องให้กระทรวงการคลังกู้แทน
- นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซี.พี.กรุ๊ป เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อนตามทิศทางเศรษฐกิจโลก รวมทั้งทิศทางราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับที่ดีทำให้กำลังซื้อในภาพรวมของประเทศดีขึ้น เพราะกลุ่มเกษตรกรถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะหากการเมืองของไทยมีเสถียรภาพ รวมทั้งแก้ปัญหาความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนจากกรณีมาบตาพุดคลี่คลายได้รวดเร็ว มีโอกาสที่จะเห็นผลิตภัณฑ์มวลรมภายในประเทศ(จีดีพี) โต 10%
- คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)จะทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีสัปดาห์นี้ เพื่อขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหามาบตาพุดให้มีข้อยุติใน 4-5 เดือน หรือภายใน พ.ค.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน หากไม่ชัดการลงทุนใหม่จะไม่มา และจะทำให้การลงทุนของไทย 4-5 ปีข้างหน้าลำบาก เพราะการตัดสินใจลงทุนจะมองระยะยาว"
- ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าทรัพย์สินไทยชี้ราคาบ้านในปี 53 เพิ่มขึ้นในระดับ 3-4% เท่านั้น ไม่ถึง 8% แม้ไม่ได้รับการต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เผยแนวโน้มตลาดบ้านใหม่หันไปจับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางขึ้นไป ด้านห้องชุดราคาแพงใจกลางเมืองยังไปได้อีก
คำถาม
1.บมจ.การบินไทยเสนอขอให้กระทรวงการคลังกู้เงินเท่าไหร่ และจะนำเงินไปทำอะไร
2.เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวสูงสุดได้เท่าไหร่
3.ราคาน้ำมันดิบที่ส่งมอบในเดือนก.พ.อยู่ที่เท่าไหร่
วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ข้าวพุ่งแรงเหนียวแซงข้าวขาว
จัดทำบทความโดย
น.ส. เพ็ญศรี นุ่มศิริ เลขทะเบียน 4902100003
ราคาข้าวพุ่งไม่หยุด ข้าวเหนียวแซงหอมปทุมและข้าวเปลือกเจ้าแล้ว ชาวนาอีสานได้ทีโก่งราคาขายตันละ 16,000 บาท พ่อค้ามึนปีนี้ปริมาณน้ำฝนและอากาศดี แต่ปริมาณผลผลิตหอมมะลิกลับไม่มีออกตลาดแถมราคาขึ้นตั้งแต่ต้นฤดู ชี้เป็นภาวะไม่ปกติเพราะโดยธรรมชาติต้นฤดูเก็บเกี่ยวราคาจะลงแต่ปีนี้กลับพุ่งต่อเนื่อง
แหล่งข่าววงการค้าข้าว เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ความเคลื่อนไหวของราคาข้าวยังขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (4 ธ.ค.52) ข้าวเปลือกเจ้าทะลุตันละ 10,000 บาท (ข้าวความชื้นสูง 22%) ส่วนข้าวแห้งราคาตันละ 11,050 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุม 10,500-12,300 บาท ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเหนียวขึ้นแซงทั้งหอมปทุมและข้าวขาวแล้วโดยซื้อขายกันสูงถึงตันละ 13,200 บาท หอมมะลิตันละ 15,000 บางพื้นที่เช่นจังหวัดอุบลราชธานีซื้อสูงถึงตันละ 16,000 บาท
นายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด กล่าวว่าจากความเคลื่อนไหวของราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ปลูกข้าวหอมมะลิและมียุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกของตนเองไม่ยอมปล่อยข้าวหอมมะลิออกมา แม้ว่าจะมีพ่อค้าเสนอซื้อตามราคาตลาดปัจจุบันคือตันละ 15,000 บาทเศษ ก็ไม่ยอมขายให้ต้องการขายกันถึงตันละ 16,000 บาท โดยให้เหตุผลว่าตันละ 15,000 บาท ชาวนามีโอกาสได้รับอยู่แล้วเพราะรัฐบาลประกันรายได้ แต่พ่อค้าซื้อต้องให้ราคาสูงตันละ 16,000 บาท
"ปีนี้ผมว่าปริมาณผลผลิตข้าวหอมมะลิไม่น่าจะลดลง เพราะว่าฝนมาตรงกับช่วงการเพาะปลูกและหยุดช่วงเก็บเกี่ยวพอดี ประกอบกับอากาศเย็นพอดีในช่วงเก็บเกี่ยว ปีนี้จึงถือว่าทั้งปริมาณน้ำฝน สถานการณ์ช่วงเวลาของฝนที่ตก และสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อผลผลิตข้าวหอมมะลิมาก ต่างจาก 2 ปีที่แล้วที่ฝนตกปลายฤดูหนักมากส่งผลให้คุณภาพข้าวป่นแตกหัก แต่เนื่องจากข่าวที่ออกมาตลอดว่าปีนี้ข้าวจะขาดแคลนทำให้ชาวนาที่เขามีที่เก็บเขาก็รอก่อนไม่ยอมปล่อยข้าวออกมาขายจึงทำให้หาซื้อข้าวได้ลำบาก ซึ่งความจริงแล้วข้าวขาดแคลนปีนี้เกิดขึ้นจริงเพราะหลายประเทศเจอภัยแล้ง หลายประเทศเจอมรสุมผลผลิตเสียหาย แต่ไม่ใช่ขึ้นปัจจุบันทันด่วนอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้" นายวัลลภกล่าวและว่า
ปกติแล้วต้นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดมากราคาข้าวน่าจะลง แต่ปีนี้เป็นปีที่สวนทางกับทุกปีเพราะราคาข้าวขึ้นตั้งแต่ต้นฤดูเก็บเกี่ยว หอมมะลิราคาขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายนจนถึงขณะนี้ยังไม่ลงเลย ความจริงแล้วน่าจะลงเพราะผลผลิตประเมินว่าน่าจะมากกว่าทุกปีเพราะฝนฟ้าดีแต่ราคาไม่ลง
อย่างไรก็ดีสาเหตุที่ราคาข้าวหอมมะลิขึ้นตั้งแต่ต้นฤดูเก็บเกี่ยว นอกจากชาวนาส่วนหนึ่งเก็บไว้รอขายช่วงราคาสูงกว่านี้ตามกระแสข่าวที่คาดกันว่าราคาข้าวจะขึ้นต่อไปอีก อีกสาเหตุน่าจะมาจาก
ข้าวกข.15 ซึ่งเป็นข้าวหอมผลผลิตออกมาน้อย ปกติจะออกตั้งแต่ช่วยเดือนตุลาคมถึง 15 พฤศจิกายน แต่ปีนี้กข.15 ออกมาน้อย ถึงต้นพฤศจิกายนหมดแล้ว ทำให้ผู้ส่งออกที่ไปขายกข.15 ล่วงหน้าไว้แล้วไม่มีของจึงต้องออกมากว้านซื้อหอมมะลิไปส่งมอบแทน
นายวัลลภ กล่าวถึงแนวโน้มราคาข้าวว่ายังขึ้นต่อเนื่องแน่ แต่จะไปถึงเท่าไรนั้นไม่สามารถบอกได้ เพราะว่าเวลานี้ยังขึ้นทุกวัน ในฐานะผู้ส่งออกต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์คือจะรับออร์เดอร์เฉพาะเท่าที่มีข้าวอยู่ในมือเท่านั้น และรับเฉพาะลูกค้าประจำ เป็นออร์เดอร์ช่วงสั้นๆ ออร์เดอร์ยาวจะไม่รับเลย เช่นออร์เดอร์ที่รับขณะนี้จะส่งมอบประมาณเดือนมกราคมปีหน้า เพราะหากรับออร์เดอร์ยาวมีความเสี่ยงสูงมากที่จะขาดทุน
"เนื่องจากรัฐบาลยังมีข้าวเก็บอยู่ในสต๊อกอีก 5-6 ล้านตัน เพื่อไม่ให้กระทบกับราคาตลาดต้องมีกลยุทธ์ในการระบาย วิธีที่ดีที่สุดคือการขายรัฐบาลต่อรัฐบาล(จีทูจี) หรือนำมาประมูลขายให้กับผู้ส่งออกแต่ต้องค่อยๆ ทยอยออกมา แต่ข้าวหอมมะลิบอกได้เลยว่าไม่ลงแน่นอน"
ที่มา:หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,486 10-12 ธันวาคม พ.ศ. 2552
คำถาม
1.สาเหตุที่ราคาข้าวหอมมะลิขึ้นตั้งแต่ต้นฤดูเก็บเกี่ยว มีอะไรบ้าง
2.แนวโน้มราคาข้าวยังขึ้นต่อเนื่อง ในฐานะผู้ส่งออกต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์อย่างไร
3.เพื่อไม่ให้กระทบกับราคาตลาดต้องมีกลยุทธ์ในการระบาย ข้าวอย่างไร
น.ส. เพ็ญศรี นุ่มศิริ เลขทะเบียน 4902100003
ราคาข้าวพุ่งไม่หยุด ข้าวเหนียวแซงหอมปทุมและข้าวเปลือกเจ้าแล้ว ชาวนาอีสานได้ทีโก่งราคาขายตันละ 16,000 บาท พ่อค้ามึนปีนี้ปริมาณน้ำฝนและอากาศดี แต่ปริมาณผลผลิตหอมมะลิกลับไม่มีออกตลาดแถมราคาขึ้นตั้งแต่ต้นฤดู ชี้เป็นภาวะไม่ปกติเพราะโดยธรรมชาติต้นฤดูเก็บเกี่ยวราคาจะลงแต่ปีนี้กลับพุ่งต่อเนื่อง
แหล่งข่าววงการค้าข้าว เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ความเคลื่อนไหวของราคาข้าวยังขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (4 ธ.ค.52) ข้าวเปลือกเจ้าทะลุตันละ 10,000 บาท (ข้าวความชื้นสูง 22%) ส่วนข้าวแห้งราคาตันละ 11,050 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุม 10,500-12,300 บาท ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเหนียวขึ้นแซงทั้งหอมปทุมและข้าวขาวแล้วโดยซื้อขายกันสูงถึงตันละ 13,200 บาท หอมมะลิตันละ 15,000 บางพื้นที่เช่นจังหวัดอุบลราชธานีซื้อสูงถึงตันละ 16,000 บาท
นายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด กล่าวว่าจากความเคลื่อนไหวของราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ปลูกข้าวหอมมะลิและมียุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกของตนเองไม่ยอมปล่อยข้าวหอมมะลิออกมา แม้ว่าจะมีพ่อค้าเสนอซื้อตามราคาตลาดปัจจุบันคือตันละ 15,000 บาทเศษ ก็ไม่ยอมขายให้ต้องการขายกันถึงตันละ 16,000 บาท โดยให้เหตุผลว่าตันละ 15,000 บาท ชาวนามีโอกาสได้รับอยู่แล้วเพราะรัฐบาลประกันรายได้ แต่พ่อค้าซื้อต้องให้ราคาสูงตันละ 16,000 บาท
"ปีนี้ผมว่าปริมาณผลผลิตข้าวหอมมะลิไม่น่าจะลดลง เพราะว่าฝนมาตรงกับช่วงการเพาะปลูกและหยุดช่วงเก็บเกี่ยวพอดี ประกอบกับอากาศเย็นพอดีในช่วงเก็บเกี่ยว ปีนี้จึงถือว่าทั้งปริมาณน้ำฝน สถานการณ์ช่วงเวลาของฝนที่ตก และสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อผลผลิตข้าวหอมมะลิมาก ต่างจาก 2 ปีที่แล้วที่ฝนตกปลายฤดูหนักมากส่งผลให้คุณภาพข้าวป่นแตกหัก แต่เนื่องจากข่าวที่ออกมาตลอดว่าปีนี้ข้าวจะขาดแคลนทำให้ชาวนาที่เขามีที่เก็บเขาก็รอก่อนไม่ยอมปล่อยข้าวออกมาขายจึงทำให้หาซื้อข้าวได้ลำบาก ซึ่งความจริงแล้วข้าวขาดแคลนปีนี้เกิดขึ้นจริงเพราะหลายประเทศเจอภัยแล้ง หลายประเทศเจอมรสุมผลผลิตเสียหาย แต่ไม่ใช่ขึ้นปัจจุบันทันด่วนอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้" นายวัลลภกล่าวและว่า
ปกติแล้วต้นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดมากราคาข้าวน่าจะลง แต่ปีนี้เป็นปีที่สวนทางกับทุกปีเพราะราคาข้าวขึ้นตั้งแต่ต้นฤดูเก็บเกี่ยว หอมมะลิราคาขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายนจนถึงขณะนี้ยังไม่ลงเลย ความจริงแล้วน่าจะลงเพราะผลผลิตประเมินว่าน่าจะมากกว่าทุกปีเพราะฝนฟ้าดีแต่ราคาไม่ลง
อย่างไรก็ดีสาเหตุที่ราคาข้าวหอมมะลิขึ้นตั้งแต่ต้นฤดูเก็บเกี่ยว นอกจากชาวนาส่วนหนึ่งเก็บไว้รอขายช่วงราคาสูงกว่านี้ตามกระแสข่าวที่คาดกันว่าราคาข้าวจะขึ้นต่อไปอีก อีกสาเหตุน่าจะมาจาก
ข้าวกข.15 ซึ่งเป็นข้าวหอมผลผลิตออกมาน้อย ปกติจะออกตั้งแต่ช่วยเดือนตุลาคมถึง 15 พฤศจิกายน แต่ปีนี้กข.15 ออกมาน้อย ถึงต้นพฤศจิกายนหมดแล้ว ทำให้ผู้ส่งออกที่ไปขายกข.15 ล่วงหน้าไว้แล้วไม่มีของจึงต้องออกมากว้านซื้อหอมมะลิไปส่งมอบแทน
นายวัลลภ กล่าวถึงแนวโน้มราคาข้าวว่ายังขึ้นต่อเนื่องแน่ แต่จะไปถึงเท่าไรนั้นไม่สามารถบอกได้ เพราะว่าเวลานี้ยังขึ้นทุกวัน ในฐานะผู้ส่งออกต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์คือจะรับออร์เดอร์เฉพาะเท่าที่มีข้าวอยู่ในมือเท่านั้น และรับเฉพาะลูกค้าประจำ เป็นออร์เดอร์ช่วงสั้นๆ ออร์เดอร์ยาวจะไม่รับเลย เช่นออร์เดอร์ที่รับขณะนี้จะส่งมอบประมาณเดือนมกราคมปีหน้า เพราะหากรับออร์เดอร์ยาวมีความเสี่ยงสูงมากที่จะขาดทุน
"เนื่องจากรัฐบาลยังมีข้าวเก็บอยู่ในสต๊อกอีก 5-6 ล้านตัน เพื่อไม่ให้กระทบกับราคาตลาดต้องมีกลยุทธ์ในการระบาย วิธีที่ดีที่สุดคือการขายรัฐบาลต่อรัฐบาล(จีทูจี) หรือนำมาประมูลขายให้กับผู้ส่งออกแต่ต้องค่อยๆ ทยอยออกมา แต่ข้าวหอมมะลิบอกได้เลยว่าไม่ลงแน่นอน"
ที่มา:หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,486 10-12 ธันวาคม พ.ศ. 2552
คำถาม
1.สาเหตุที่ราคาข้าวหอมมะลิขึ้นตั้งแต่ต้นฤดูเก็บเกี่ยว มีอะไรบ้าง
2.แนวโน้มราคาข้าวยังขึ้นต่อเนื่อง ในฐานะผู้ส่งออกต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์อย่างไร
3.เพื่อไม่ให้กระทบกับราคาตลาดต้องมีกลยุทธ์ในการระบาย ข้าวอย่างไร
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552
อคส.ยกธงขาวเลิกจีจีเอฟขายข้าว
จัดทำบทความโดย
น.ส. เพ็ญศรี นุ่มศิริ เลขทะเบียน 4902100003
"จีจีเอฟ มาเลเซีย" สั่งถอย แทงหนังสือขอยกเลิกเอ็มโอยู เป็นนายหน้าข้าวให้ อคส. อ้างหวั่นถูกผูกโยงสู่ปัญหาทางการเมือง พร้อมระบุสัญญาการลงทุนสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกให้เช่า 10 แห่ง 10 จังหวัดยังเดินหน้าต่อ
โบ้ยจากนี้ไปเรื่องไซโลข้าว บริษัทแม่จะไม่ขอเกี่ยวข้องอีกต่อไป ขณะที่วงในแฉเบื้องลึกบอร์ดอคส.สั่งล้มทั้งโครงการไซโลและนายหน้าค้าข้าว หลังหารือที่ปรึกษากฎหมายแล้วทำไม่ได้ จับตา"วิวัฒน์"มีสิทธิ์ถูกเด้ง
จากการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลโครงการจัดหาไซโลข้าว ขององค์การคลังสินค้า(อคส.)รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ที่เลือกบริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งมีบริษัทแม่อยู่ที่มาเลเซีย(จีจีเอฟกรุ๊ป มาเลเซีย)เป็นคู่สัญญาที่ "ฐานเศรษฐกิจ"ได้เกาะติดและนำเสนอมาอย่างต่อเนื่อง
++อคส.ยอมยกธงขาว
นายธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษานางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด ได้ทำหนังสือที่ GGF 001/PWO/039 ถึงนายยงยศ ปาละนิติเสนา รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า(อคส.) เพื่อแจ้งขอยกเลิกบันทึกความตกลงสามฝ่ายระหว่าง อคส. บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)จำกัด และ GGF Golden House Sdn.Bhd. โดยขอยกเลิกการเป็นนายหน้าหรือโบรกเกอร์ขายข้าวให้กับ อคส. โดยอ้างเหตุผลเพื่อยุติปัญหาที่อาจขยายวงกว้างอาจเป็นปัญหาทางการเมืองที่ทุกฝ่ายไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ ซึ่งนายยงยศได้ทำหนังสือลงวันที่ 9 กันยายน 2552 แจ้งกลับไปยังกรรมการผู้จัดการของบริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด โดยระบุ อคส.ได้พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับเหตุผลที่บริษัทเสนอมา และได้ยินยอมให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงสามฝ่ายดังกล่าว
อย่างไรก็ดีในส่วนของเอ็มโอยูที่บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ตกลงรับจะจัดสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกจำนวน 10 แห่ง ใน 10 จังหวัดปริมาณรวม 2 ล้านตัน ได้แก่ สุโขทัย นครสวรรค์ พิจิตร ชัยนาท สุพรรณบุรี ร้อยเอ็ด สุรินทร์ นครราชสีมา สระบุรี ราชบุรี ที่มีกำหนดต้องให้เสร็จภายใน 2 ปี นับจากวันลงนาม ระหว่าง อคส.กับ ทางบริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ฯจะยังคงอยู่ตามเดิม เพราะตามสัญญานี้จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)จะต้องสร้างไซโลให้เสร็จภายใน 2 ปี หากทำไม่ได้ ก็ถือว่า สัญญานี้ สิ้นสุดลง
จีจีเอฟมาเลย์โบ้ยไม่เกี่ยวข้องอีก
ทั้งนี้ จีจีเอฟ (ไทยแลนด์)ระบุในหนังสือที่ส่งมายัง อคส.ว่าหลังจากยกเลิกเอ็มโอยูเป็นนายหน้าขายข้าวให้ อคส.แล้วนับแต่นี้เป็นต้นไป การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาเข้าร่วมโครงการจัดหาไซโลเก็บข้าว บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยจะเป็นผู้รับผิดชอบ และมีหน้าที่ลงนามผูกพันแต่เพียงผู้เดียวและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ กลุ่มบริษัท จีจีเอฟกรุ๊ป มาเลเซีย อีกต่อไป
++อคส.ไม่เข็ดเตรียมหารายใหม่
นายธนพร กล่าวอีกว่า แม้ อคส. จะยกเลิกเอ็มโอยูในเรื่องให้จีจีเอฟมาเป็นนายหน้าขายข้าวให้ อคส. ก็ตาม แต่อคส. ยังเดินหน้าในการหานายหน้า ในการดำเนินการส่งออกข้าวให้อคส. ซึ่งวิธีการจัดหา อาจจะมีการเปิดประมูลคัดเลือกเอกชนให้เข้ามาใหม่โดยจะต้องมีการกำหนดทีโออาร์ ซึ่งทางบอร์ดอคส.จะพิจารณาให้แล้วเสร็จ หลัง ปีใหม่
ส่วนประเด็นการตรวจสอบบริษัท จีจีเอฟ ( ไทยแลนด์ )ฯ ว่าเป็นนอมินี ต่างชาติ หรือ ผิดพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กับเอกชนหรือไม่นั้น ทางกระทรวงการคลังและกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)คงจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป ส่วนการส่งเรื่องให้ทางสำนักอัยการสูงสุดพิจารณาว่าการทำธุรกรรมระหว่าง อคส.กับจีจีเอฟสามารถทำได้หรือไม่ หรือทำธุรกิจแข่งกับเอกชนหรือไม่นั้น จะเป็นบรรทัดฐานให้อคส.นำไปใช้ในการพิจารณาทำธุรกรรมร่วมกับเอกชนรายอื่นๆ ต่อไป ที่ผ่านมา อคส. ได้ เลือกให้ จีจีเอฟ เข้ามาเป็นผู้ร่วมโครงการในการสร้างไซโลให้อคส. เช่าเก็บทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร โดยไม่ได้ใช้วิธีการเปิดประมูล และใช้วิธีเพียงการประกาศ คุณสมบัติและจัดหา การเสนอราคาเข้ามา เพื่อให้อคส.ทำการคัดเลือก ซึ่งมีเอกชนยื่นมา 5 ราย โดยบริษัทจีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ฯเสนอราคามาต่ำสุดและ ได้รับการคัดเลือก
++แฉทั้งไซโล-นายหน้าทำไม่ได้
แหล่งข่าวระดับสูงในคณะกรรมการบริหาร หรือ บอร์ด อคส. เปิดเผยว่า สาเหตุของการตัดสินใจยกเลิกสัญญากับจีจีเอฟ เพราะเป็นมติของที่ประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งในวันนั้นบอร์ดได้เชิญที่ปรึกษากฎหมายที่เป็นรองอัยการสูงสุดเข้ามาช่วยดูรายละเอียดของสัญญาแล้วพบว่า อคส.ทำสัญญาให้จีจีเอฟเป็นนายหน้าค้าข้าวมิได้ เพราะข้าวในโกดังมิใช่เป็นของ อคส.แต่เป็นของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ
"บอร์ดมีมติให้คุณยงยศไปคุยกับคู่สัญญาคือจีจีเอฟว่าเราทำไม่ได้ ต้องยกเลิกทั้งการขายข้าวและรวมถึงเรื่องไซโลด้วย เรื่องนี้ที่เป็นปัญหาขึ้นมาก็เพราะเดิมคุณยงยศเอาเรื่องเสนอต่อบอร์ดแค่หลักการ แต่ไม่มีรายละเอียด เสร็จแล้วก็ไปดำเนินการเองเลยกระทั่งเป็นปัญหาขึ้นมา เรื่องนี้มีผลให้บอร์ดบางคนไม่สบายใจถึงขั้นยื่นหนังสือลาออก ส่วนคุณวิวัฒน์ เลาหพูนรังษี ประธานบอร์ดที่กลายเป็นจำเลยไปด้วยก็อาจกำลังตัดสินใจว่าจะนั่งตำแหน่งนี้ต่อไปหรือไม่" แหล่งข่าวกล่าว
++สคร.สั่งสอบต่อรู้ผล30วัน
ด้านนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐสวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากกระทรวงการคลังเป็นการภายในว่าจะมีเรื่องที่ อคส. ได้เลือกบริษัท จีจีเอฟ (ไทยแลนด์)ฯ เป็นผู้จัดหาไซโลเก็บข้าว และเป็นนายหน้าขายข้าวส่งมาให้ สคร.พิจารณาว่าขัดกับระเบียบของรัฐวิสาหกิจหรือไม่ ซึ่งล่าสุดทาง สคร.ได้รับเอกสารส่งเรื่องมาจากนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 เพื่อให้พิจารณาในเรื่องดังกล่าว คาดว่าภายใน 30 วันจะทราบผลว่าอคส.สามารถทำสัญญาได้หรือไม่ ทั้งนี้ทางสคร.จะตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยความละเอียดและรอบคอบ
ขณะที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า แม้ทาง (อคส.)จะยกเลิกเอ็มโอยูสามฝ่ายในกรณีนายหน้าขายข้าวแล้ว แต่ทางดีเอสไอภายใต้ชุดทำงานของ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ จะเดินหน้าตรวจสอบกรณีของอคส.ต่อไป โดยล่าสุดได้เชิญตัวแทน จากอีก 4 บริษัทที่เข้าร่วมประมูลจัดหาไซโลข้าวเปลือกของ อคส.มาชี้แจงว่าจะมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นหรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบในประเด็นอื่นๆ เบื้องต้นยังไม่ขอเปิดเผยผลการสอบสวน แต่ในเร็วๆนี้จะสามารถแกะรอย และสรุปสำนวนได้
ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
คำถาม:
1.จีจีเอฟ มาเลเซีย สั่งถอย แทงหนังสือขอยกเลิกเอ็มโอยู เป็นนายหน้าข้าวให้ อคส. เพราะอะไร
2.เอ็มโอยูที่บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ตกลงรับจะจัดสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกจำนวน 10 แห่ง ใน 10 จังหวัดปริมาณรวม 2 ล้านตัน ได้แก่จังหวัดอะไรบ้าง
3.วิธีการจัดหา นายหน้าขายข้าวให้ อคส มีวิธีอะไรบ้าง
น.ส. เพ็ญศรี นุ่มศิริ เลขทะเบียน 4902100003
"จีจีเอฟ มาเลเซีย" สั่งถอย แทงหนังสือขอยกเลิกเอ็มโอยู เป็นนายหน้าข้าวให้ อคส. อ้างหวั่นถูกผูกโยงสู่ปัญหาทางการเมือง พร้อมระบุสัญญาการลงทุนสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกให้เช่า 10 แห่ง 10 จังหวัดยังเดินหน้าต่อ
โบ้ยจากนี้ไปเรื่องไซโลข้าว บริษัทแม่จะไม่ขอเกี่ยวข้องอีกต่อไป ขณะที่วงในแฉเบื้องลึกบอร์ดอคส.สั่งล้มทั้งโครงการไซโลและนายหน้าค้าข้าว หลังหารือที่ปรึกษากฎหมายแล้วทำไม่ได้ จับตา"วิวัฒน์"มีสิทธิ์ถูกเด้ง
จากการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลโครงการจัดหาไซโลข้าว ขององค์การคลังสินค้า(อคส.)รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ที่เลือกบริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งมีบริษัทแม่อยู่ที่มาเลเซีย(จีจีเอฟกรุ๊ป มาเลเซีย)เป็นคู่สัญญาที่ "ฐานเศรษฐกิจ"ได้เกาะติดและนำเสนอมาอย่างต่อเนื่อง
++อคส.ยอมยกธงขาว
นายธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษานางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด ได้ทำหนังสือที่ GGF 001/PWO/039 ถึงนายยงยศ ปาละนิติเสนา รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า(อคส.) เพื่อแจ้งขอยกเลิกบันทึกความตกลงสามฝ่ายระหว่าง อคส. บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)จำกัด และ GGF Golden House Sdn.Bhd. โดยขอยกเลิกการเป็นนายหน้าหรือโบรกเกอร์ขายข้าวให้กับ อคส. โดยอ้างเหตุผลเพื่อยุติปัญหาที่อาจขยายวงกว้างอาจเป็นปัญหาทางการเมืองที่ทุกฝ่ายไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ ซึ่งนายยงยศได้ทำหนังสือลงวันที่ 9 กันยายน 2552 แจ้งกลับไปยังกรรมการผู้จัดการของบริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด โดยระบุ อคส.ได้พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับเหตุผลที่บริษัทเสนอมา และได้ยินยอมให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงสามฝ่ายดังกล่าว
อย่างไรก็ดีในส่วนของเอ็มโอยูที่บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ตกลงรับจะจัดสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกจำนวน 10 แห่ง ใน 10 จังหวัดปริมาณรวม 2 ล้านตัน ได้แก่ สุโขทัย นครสวรรค์ พิจิตร ชัยนาท สุพรรณบุรี ร้อยเอ็ด สุรินทร์ นครราชสีมา สระบุรี ราชบุรี ที่มีกำหนดต้องให้เสร็จภายใน 2 ปี นับจากวันลงนาม ระหว่าง อคส.กับ ทางบริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ฯจะยังคงอยู่ตามเดิม เพราะตามสัญญานี้จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)จะต้องสร้างไซโลให้เสร็จภายใน 2 ปี หากทำไม่ได้ ก็ถือว่า สัญญานี้ สิ้นสุดลง
จีจีเอฟมาเลย์โบ้ยไม่เกี่ยวข้องอีก
ทั้งนี้ จีจีเอฟ (ไทยแลนด์)ระบุในหนังสือที่ส่งมายัง อคส.ว่าหลังจากยกเลิกเอ็มโอยูเป็นนายหน้าขายข้าวให้ อคส.แล้วนับแต่นี้เป็นต้นไป การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาเข้าร่วมโครงการจัดหาไซโลเก็บข้าว บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยจะเป็นผู้รับผิดชอบ และมีหน้าที่ลงนามผูกพันแต่เพียงผู้เดียวและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ กลุ่มบริษัท จีจีเอฟกรุ๊ป มาเลเซีย อีกต่อไป
++อคส.ไม่เข็ดเตรียมหารายใหม่
นายธนพร กล่าวอีกว่า แม้ อคส. จะยกเลิกเอ็มโอยูในเรื่องให้จีจีเอฟมาเป็นนายหน้าขายข้าวให้ อคส. ก็ตาม แต่อคส. ยังเดินหน้าในการหานายหน้า ในการดำเนินการส่งออกข้าวให้อคส. ซึ่งวิธีการจัดหา อาจจะมีการเปิดประมูลคัดเลือกเอกชนให้เข้ามาใหม่โดยจะต้องมีการกำหนดทีโออาร์ ซึ่งทางบอร์ดอคส.จะพิจารณาให้แล้วเสร็จ หลัง ปีใหม่
ส่วนประเด็นการตรวจสอบบริษัท จีจีเอฟ ( ไทยแลนด์ )ฯ ว่าเป็นนอมินี ต่างชาติ หรือ ผิดพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กับเอกชนหรือไม่นั้น ทางกระทรวงการคลังและกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)คงจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป ส่วนการส่งเรื่องให้ทางสำนักอัยการสูงสุดพิจารณาว่าการทำธุรกรรมระหว่าง อคส.กับจีจีเอฟสามารถทำได้หรือไม่ หรือทำธุรกิจแข่งกับเอกชนหรือไม่นั้น จะเป็นบรรทัดฐานให้อคส.นำไปใช้ในการพิจารณาทำธุรกรรมร่วมกับเอกชนรายอื่นๆ ต่อไป ที่ผ่านมา อคส. ได้ เลือกให้ จีจีเอฟ เข้ามาเป็นผู้ร่วมโครงการในการสร้างไซโลให้อคส. เช่าเก็บทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร โดยไม่ได้ใช้วิธีการเปิดประมูล และใช้วิธีเพียงการประกาศ คุณสมบัติและจัดหา การเสนอราคาเข้ามา เพื่อให้อคส.ทำการคัดเลือก ซึ่งมีเอกชนยื่นมา 5 ราย โดยบริษัทจีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ฯเสนอราคามาต่ำสุดและ ได้รับการคัดเลือก
++แฉทั้งไซโล-นายหน้าทำไม่ได้
แหล่งข่าวระดับสูงในคณะกรรมการบริหาร หรือ บอร์ด อคส. เปิดเผยว่า สาเหตุของการตัดสินใจยกเลิกสัญญากับจีจีเอฟ เพราะเป็นมติของที่ประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งในวันนั้นบอร์ดได้เชิญที่ปรึกษากฎหมายที่เป็นรองอัยการสูงสุดเข้ามาช่วยดูรายละเอียดของสัญญาแล้วพบว่า อคส.ทำสัญญาให้จีจีเอฟเป็นนายหน้าค้าข้าวมิได้ เพราะข้าวในโกดังมิใช่เป็นของ อคส.แต่เป็นของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ
"บอร์ดมีมติให้คุณยงยศไปคุยกับคู่สัญญาคือจีจีเอฟว่าเราทำไม่ได้ ต้องยกเลิกทั้งการขายข้าวและรวมถึงเรื่องไซโลด้วย เรื่องนี้ที่เป็นปัญหาขึ้นมาก็เพราะเดิมคุณยงยศเอาเรื่องเสนอต่อบอร์ดแค่หลักการ แต่ไม่มีรายละเอียด เสร็จแล้วก็ไปดำเนินการเองเลยกระทั่งเป็นปัญหาขึ้นมา เรื่องนี้มีผลให้บอร์ดบางคนไม่สบายใจถึงขั้นยื่นหนังสือลาออก ส่วนคุณวิวัฒน์ เลาหพูนรังษี ประธานบอร์ดที่กลายเป็นจำเลยไปด้วยก็อาจกำลังตัดสินใจว่าจะนั่งตำแหน่งนี้ต่อไปหรือไม่" แหล่งข่าวกล่าว
++สคร.สั่งสอบต่อรู้ผล30วัน
ด้านนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐสวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากกระทรวงการคลังเป็นการภายในว่าจะมีเรื่องที่ อคส. ได้เลือกบริษัท จีจีเอฟ (ไทยแลนด์)ฯ เป็นผู้จัดหาไซโลเก็บข้าว และเป็นนายหน้าขายข้าวส่งมาให้ สคร.พิจารณาว่าขัดกับระเบียบของรัฐวิสาหกิจหรือไม่ ซึ่งล่าสุดทาง สคร.ได้รับเอกสารส่งเรื่องมาจากนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 เพื่อให้พิจารณาในเรื่องดังกล่าว คาดว่าภายใน 30 วันจะทราบผลว่าอคส.สามารถทำสัญญาได้หรือไม่ ทั้งนี้ทางสคร.จะตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยความละเอียดและรอบคอบ
ขณะที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า แม้ทาง (อคส.)จะยกเลิกเอ็มโอยูสามฝ่ายในกรณีนายหน้าขายข้าวแล้ว แต่ทางดีเอสไอภายใต้ชุดทำงานของ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ จะเดินหน้าตรวจสอบกรณีของอคส.ต่อไป โดยล่าสุดได้เชิญตัวแทน จากอีก 4 บริษัทที่เข้าร่วมประมูลจัดหาไซโลข้าวเปลือกของ อคส.มาชี้แจงว่าจะมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นหรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบในประเด็นอื่นๆ เบื้องต้นยังไม่ขอเปิดเผยผลการสอบสวน แต่ในเร็วๆนี้จะสามารถแกะรอย และสรุปสำนวนได้
ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
คำถาม:
1.จีจีเอฟ มาเลเซีย สั่งถอย แทงหนังสือขอยกเลิกเอ็มโอยู เป็นนายหน้าข้าวให้ อคส. เพราะอะไร
2.เอ็มโอยูที่บริษัท จีจีเอฟ(ไทยแลนด์)ตกลงรับจะจัดสร้างไซโลเก็บข้าวเปลือกจำนวน 10 แห่ง ใน 10 จังหวัดปริมาณรวม 2 ล้านตัน ได้แก่จังหวัดอะไรบ้าง
3.วิธีการจัดหา นายหน้าขายข้าวให้ อคส มีวิธีอะไรบ้าง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)