จัดทำบทความโดย
นางสาวสุนิศา นิลเพ็ชร เลขทะเบียน 4902100001
เปิดแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2553 "อภิสิทธิ์" เพ้อไทยฟื้นแน่นปึ้กจนสามารถถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ลดวงเงินกู้ลงได้แล้ว ปรับปีนี้เป็นปีแห่งการวางแผนระยะยาวเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่ ไม่หวั่นแรงส่งที่ลดลงอาจจะทำให้ดิ่งเหวอีกรอบ ประกาศวิ่งตามตัวเลขไอเอ็มเอฟ ขอเล่นเองบทป๋าดัน ส่งเศรษฐกิจปีนี้โตพุ่ง 4.7% ให้ได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2553 ว่า รัฐบาลจะนำกลยุทธ์การทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว (Exit Strategy) มาใช้ เพื่อพยายามจะตอบคำถามว่า การกระตุ้นที่มากกว่าปกติที่รัฐบาลได้ดำเนินการในช่วงปีที่ผ่านมาจะหยุดเมื่อใด และจะเลิกได้เมื่อใด ซึ่งการที่รัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณว่าจะไม่กู้เต็มจำนวนเป็นส่วนหนึ่งของ Exit Strategy และในปีนี้จะเป็นปีที่เห็นภาพประเทศไทยในเรื่องโครงการลงทุนระยะกลางระยะยาวที่ชัดเจนขึ้น ดังนั้น ในปีนี้ตนจะลงไปจัดการติดตามโครงการลงทุนด้วยตัวเอง โดยจะทยอยประชุมทุกเรื่องต่อไป ทั้งเรื่องสนามบิน ระบบการขนส่งทางราง การลงทุนโครงข่ายโทรคมนาคม 3 จี ที่ต้องสะสางสัมปทานโทรคมนาคมทั้งหลาย หลังจากภารกิจปีที่ผ่านมา คือทำให้เศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติ
"ที่มาของการทำ Exit Strategy เนื่อง จากตอนที่รัฐบาลเริ่มโครงการไทยเข้มแข็งมีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นพิเศษ จึงต้องไปทำกฎหมายกู้เงิน 800,000 ล้านบาท แบ่งก้อนแรกที่ต้องใช้เร่งด่วนออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 400,000 ล้านบาท และก้อนที่ 2 อีก 400,000 ล้านบาท ที่ออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่สถานการณ์ขณะนี้เห็นชัดว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแล้ว ทำให้มีรายได้เพิ่มเข้ามาเฉพาะปีงบประมาณนี้มากกว่าที่คิดไว้เกือบ 200,000 ล้านบาท ฉะนั้น การเริ่มนำเอางบในโครงการไทยเข้มแข็งส่วนหนึ่งเข้ามาสู่ระบบงบประมาณจะทำได้มากขึ้น ทำให้ ไม่จำเป็นต้องกู้เงินให้ชนกับกรอบที่ขอไว้ 800,000 ล้านบาท"
ลดความกังวลหนี้สาธารณะพุ่ง
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า สาระสำคัญของการลดการกู้เงินไม่ได้จะไปลดโครงการการลงทุนที่สำคัญ โครงการเหล่านี้ยังอยู่แต่จะปรับเข้ามาใช้เงินงบประมาณแทน ทำให้หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไม่ขึ้นไปมาก ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม สำหรับระยะกลางระยะยาว ส่วนจะปรับลดเงินกู้ลงเท่าใดก็ต้องติดตามสถานการณ์ไปก่อน เพราะการปรับเข้ามาในงบประมาณเลย ไม่ใช่ว่าจะทำได้ ทั้งหมด และอย่าลืมว่าตัว พ.ร.บ.กำหนดให้ใช้ในปีงบประมาณ 2553-2554 และ 2555 เพราะ ฉะนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะปรับเข้ามาทั้งหมดในปีนี้ แต่สามารถทยอยปรับได้
โดยหลักการที่สำคัญคือ ต้องไล่ดูแนวโน้มเศรษฐกิจ ตัวเลขต่างๆ ว่าจะฟื้นตัวเหมือน 3-4 เดือนหลังที่ผ่านมาหรือไม่ เพื่อที่จะมีการกำหนดและคาดได้ว่าจะขาดดุลงบประมาณไปอีกกี่ปี สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจะลดลงเมื่อไร ส่วนเงินกู้ที่จะลดลงและปรับมาใช้เงินในงบ ประมาณจะเป็นจำนวนเท่าใด การดำเนินการเช่นนี้จะเป็นการส่งสัญญาณที่ดี ไปทั้งต่างประเทศและในประเทศเองว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจริงๆ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลคงไม่มีการมาทบทวนแบบนี้
"หลายฝ่ายที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ว่า ประเทศ ไทยจะเป็นหนี้สาธารณะมากมาย รวมไปถึงคน ที่ไม่ค่อยชอบเงินนอกงบประมาณจะคลายความกังวลลง หนี้สาธารณะที่เคยพูดว่าจะแตะ 60% ต่อจีดีพีจะลดลงนิดหน่อย เพราะว่าความเป็นจริงใน พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท แรกที่ดำเนินการอยู่ก็ยังใช้ไม่เต็มจำนวน ขณะที่การกู้เงิน 400,000 ล้านบาท หลังใน พ.ร.บ.จะนำมาใช้เป็นลักษณะเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ให้แกะโครงการต่างๆออกมาให้หมดแบ่งเป็นหมวดๆ ไป เช่น แหล่งน้ำ ขนส่ง ศึกษา สาธารณะ ยกตัวอย่างแหล่งน้ำ จะดูว่าแหล่งน้ำไปในพื้นที่ไหนจะให้ผลตอบแทนสูงสุดในเรื่องการเกษตร เป็นต้น"
พยายามเข็นจีดีพีปี 53 ให้เกิน 4.7%
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า แม้รัฐบาลจะมีแผนลดการกู้เงินลง แต่มั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะแรงกระตุ้นปีนี้เป็นต้นไปจะมาจากเอกชนอยู่แล้ว และแนวโน้มการส่งออกค่อนข้างขยายตัวได้ดี รายได้จากการท่องเที่ยวก็ค่อนข้างดี การใช้กำลังการผลิตก็ขึ้นไปสูงถึง 70-80%
"อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปีนี้ยังไม่อยากพูดตัวเลข เพราะตัวเลขการขยายตัวของไตรมาส 4 ปี 2552 ก็ยังไม่ออก แต่เบื้องต้นได้รับรายงานว่าดีขึ้นกว่าประมาณการเดิม และจะดีขึ้นเรื่อยๆ โดยตลอดทั้งปีเศรษฐกิจปี 2552 น่าจะติดลบต่ำกว่า 3% ส่วนปี 2553 เดิมที่พูดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.5% ขณะนี้ทุกคนก็พูดกันว่าน่าจะเกิน 4-4.5% ก็เป็นไปได้ แต่ผมจะพยายามทำให้เกิน 4.7% ให้ได้ เพราะเป็นตัวเลขที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ บอกว่าอาเซียน 5 ประเทศ จะได้ 4.7% เอาเป็นว่า 4-4.5% เป็นสิ่งที่คนมองว่าทำได้ แต่ผมจะพยายามทำให้ได้มากกว่านั้น"
ส่วนประเด็นทางด้านการเมือง สิ่งที่จะต้องไม่ให้เกิดขึ้นคือความรุนแรง และการเปลี่ยนแปลงนอกระบบ หากเปลี่ยนแปลงตามวิถีทาง รัฐสภาไม่เป็นไร แต่ใจคิดว่าอยากให้เศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจน แข็งแกร่ง ถ้าการเมืองไม่ไปกระทบมันน่าจะแข็งแรงพอ และตนมีหน้าที่อยู่และทำงาน ไม่มีความคิดว่าจะหยุดทำงาน และต้องควบคุมไม่ให้มันรุนแรง แต่ในปีที่แล้ว การเมืองไม่ใช่ว่าจะนิ่งหรือราบรื่น รัฐบาลทำให้เห็นว่าการบริหารงานเศรษฐกิจไม่ได้หยุด นโยบายก็ไม่แกว่ง หลักนี้ก็ต้องยืนยันว่าอย่าไปตื่นเต้นกับการเมืองมาก
ตรึงราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน-ขนส่ง
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า การรับมือกับแนวโน้มราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้นในปีนี้นั้น ในขณะนี้มี 2 ตัวที่คิด ก็คือ เมื่อราคาน้ำมันสูงก็ให้ราคาสินค้าเกษตรสูงตามไปด้วย และรัฐบาลได้ตุนกระสุนไว้สำหรับช่วยผลกระทบน้ำมันไว้พอสมควร ทั้งกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตที่ขึ้นไป และหากราคาน้ำมันขึ้นไปจนถึงขั้นมีผลกระทบ ก็ต้องเอาออกมาใช้
ขณะที่มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 5 มาตรการ 6 เดือน ซึ่งจะหมดลงในสิ้น มี.ค.นี้ จะลดลงโดยลำดับยังไม่ยกเลิกทั้งหมด เพราะจะประจวบเหมาะกับช่วงที่เงินเฟ้อกำลังขาขึ้น จะค่อยๆปรับลดเหมือนรอบที่แล้วที่ปรับลดการใช้น้ำฟรีจากเดือนละ 30 หน่วยลงมาเหลือ 20 หน่วย ส่วนกรณีก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีที่จะตรึงราคาจนถึงสิ้นเดือน ส.ค.นี้ จะให้มีการตรึงราคาสำหรับภาคครัวเรือนและภาคขนส่งต่อไป เพราะมีตัวเลขยืนยันได้ว่าทั้งสองภาคนี้ไม่ใช่ปัญหา ส่วนที่บอกว่าต้องนำเข้าแอลพีจีปริมาณมากนั้นเป็นเรื่องของภาคอุตสาหกรรมที่ควรจะจ่ายในราคาตลาด
ทั้งนี้ นายกฯยืนยันด้วยว่า ตัวเลขนำเข้าแอลพีจีที่เติบโตมากในปีที่แล้ว มาจากการใช้ของภาคอุตสาหกรรมสูงที่สุด ไม่ใช่ภาคขนส่งหรือครัวเรือน จึงจะให้ตรึงราคาเพื่อภาคครัวเรือนกับภาคขนส่งเหมือนเดิม เพราะถ้าสองภาคนี้อยู่ด้วยกันสามารถตรวจสอบได้ แต่ถ้าแยกจากกันจะตรวจสอบยาก และอันตราย เพราะคนจะเอาถังไปใส่ในรถ ต้องไล่ตรวจกัน แต่ถ้าแยกภาคอุตสาหกรรมออกมาจะไม่ค่อยเป็นปัญหาเพราะตนไม่ยอมรับตรรกะ ที่พยายามจะบอกว่าภาคครัวเรือนต้องจ่ายราคาแอลพีจีในราคาตลาดโลกตั้งแต่ต้น เพราะตนถือว่าแอลพีจีที่มาใช้ในครัวเรือนทั้งหมดเป็นของคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้น การให้ภาคครัวเรือน และภาคขนส่งใช้แอลพีจีในราคาต้นทุนน่าจะเป็นระดับที่รับได้.
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์(http://www.thairath.co.th/content/eco/64125)
คำถาม
1แนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2553 รัฐบาลจะใช้กลยุทธ์ใด
2รัฐบาลจะลดความกังวลหนี้สาธารณะพุ่ง อย่างไร
3นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีวิธีการตรึงราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน-ขนส่ง อย่างไร
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ตอบคำถาม
ตอบลบนางสาวสุรักษ์ ศรีศักดา เลขทะเบียน 4902100354
1.รัฐบาลจะนำกลยุทธ์การทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว (Exit Strategy) มาใช้
2.ใน พ.ร.บ.จะนำมาใช้เป็นลักษณะเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ให้แกะโครงการต่างๆออกมาให้หมดแบ่งเป็นหมวดๆ ไป เช่น แหล่งน้ำ ขนส่ง ศึกษา สาธารณะ ยกตัวอย่างแหล่งน้ำ จะดูว่าแหล่งน้ำไปในพื้นที่ไหนจะให้ผลตอบแทนสูงสุดในเรื่องการเกษตร เป็นต้น"พยายามเข็นจีดีพีปี 53 ให้เกิน 4.7%
3. มี 2 ตัวที่คิด ก็คือ เมื่อราคาน้ำมันสูงก็ให้ราคาสินค้าเกษตรสูงตามไปด้วย และรัฐบาลได้ตุนกระสุนไว้สำหรับช่วยผลกระทบน้ำมันไว้พอสมควร ทั้งกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตที่ขึ้นไป และหากราคาน้ำมันขึ้นไปจนถึงขั้นมีผลกระทบ ก็ต้องเอาออกมาใช้
คำตอบ
ตอบลบ1.รัฐบาลจะนำกลยุทธ์การทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว (Exit Strategy) มาใช้
2.ใน พ.ร.บ.จะนำมาใช้เป็นลักษณะเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ให้แกะโครงการต่างๆออกมาให้หมดแบ่งเป็นหมวดๆ ไป เช่น แหล่งน้ำ ขนส่ง ศึกษา สาธารณะ ยกตัวอย่างแหล่งน้ำ จะดูว่าแหล่งน้ำไปในพื้นที่ไหนจะให้ผลตอบแทนสูงสุดในเรื่องการเกษตร เป็นต้น"พยายามเข็นจีดีพีปี 53 ให้เกิน 4.7%
3. มี 2 ตัวที่คิด ก็คือ เมื่อราคาน้ำมันสูงก็ให้ราคาสินค้าเกษตรสูงตามไปด้วย และรัฐบาลได้ตุนกระสุนไว้สำหรับช่วยผลกระทบน้ำมันไว้พอสมควร ทั้งกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตที่ขึ้นไป และหากราคาน้ำมันขึ้นไปจนถึงขั้นมีผลกระทบ ก็ต้องเอาออกมาใช้
นางสาวนิลรัตน์ โสภา เลขทะเบียน 4902100115
คำตอบจากคำถามในบทความ
ตอบลบกลุ่ม 32
1.รัฐบาลจะนำกลยุทธ์การทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว (Exit Strategy) มาใช้
2.ใน พ.ร.บ.จะนำมาใช้เป็นลักษณะเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ให้แกะโครงการต่างๆออกมาให้หมดแบ่งเป็นหมวดๆ ไป เช่น แหล่งน้ำ ขนส่ง ศึกษา สาธารณะ ยกตัวอย่างแหล่งน้ำ จะดูว่าแหล่งน้ำไปในพื้นที่ไหนจะให้ผลตอบแทนสูงสุดในเรื่องการเกษตร เป็นต้น"พยายามเข็นจีดีพีปี 53 ให้เกิน 4.7%
3. มี 2 ตัวที่คิด ก็คือ เมื่อราคาน้ำมันสูงก็ให้ราคาสินค้าเกษตรสูงตามไปด้วย และรัฐบาลได้ตุนกระสุนไว้สำหรับช่วยผลกระทบน้ำมันไว้พอสมควร ทั้งกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตที่ขึ้นไป และหากราคาน้ำมันขึ้นไปจนถึงขั้นมีผลกระทบ ก็ต้องเอาออกมาใช้
1.รัฐบาลจะนำกลยุทธ์การทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว (Exit Strategy) มาใช้
ตอบลบ2.ใน พ.ร.บ.จะนำมาใช้เป็นลักษณะเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ให้แกะโครงการต่างๆออกมาให้หมดแบ่งเป็นหมวดๆ ไป เช่น แหล่งน้ำ ขนส่ง ศึกษา สาธารณะ ยกตัวอย่างแหล่งน้ำ จะดูว่าแหล่งน้ำไปในพื้นที่ไหนจะให้ผลตอบแทนสูงสุดในเรื่องการเกษตร เป็นต้น"พยายามเข็นจีดีพีปี 53 ให้เกิน 4.7%
3. มี 2 ตัวที่คิด ก็คือ เมื่อราคาน้ำมันสูงก็ให้ราคาสินค้าเกษตรสูงตามไปด้วย และรัฐบาลได้ตุนกระสุนไว้สำหรับช่วยผลกระทบน้ำมันไว้พอสมควร ทั้งกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตที่ขึ้นไป และหากราคาน้ำมันขึ้นไปจนถึงขั้นมีผลกระทบ ก็ต้องเอาออกมาใช้