จัดทำบทความโดย
นายอภิชาย สอนเสนาะ เลขทะเบียน4902100062
บลจ.ไม่กลัวฟองสบู่อสังหาฯจีน เดินหน้าออกกองทุนใหม่และปัดฝุ่นของเก่าออกขาย หลังมองเป็นโอกาสลงทุนช่วงตลาดหุ้นแดนมังกรปรับฐานจากมาตรการสกัดฟองสบู่ พร้อมเผยได้ป้องกันความเสี่ยงไว้แล้ว บลจ.เอ็มเอฟซีฯ ออกทาร์เก็ตฟันด์ ผลตอบแทนตามเป้า 10% พร้อมปิดกอง
จากกรณีรัฐบาลจีนทยอยออกมาตรการควบคุมไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องนั้น "ฐานเศรษฐกิจ" ได้สำรวจไปยังบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหรือบลจ.ที่ได้มีการออกกองทุนเพื่อลงทุนในตลาดหุ้นจีนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ(FIF) พบว่าต่างมองเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุน และมองว่าปี 2553 โอกาสที่จะเกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีนมีน้อย
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ. แอสเซท พลัสฯ กล่าวว่าปีนี้ได้ออกกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีน คือกองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอชเอสไอ (ASP-HSI) มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท กองทุนดังกล่าวจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮั่งเส็งของฮ่องกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางตลาดหุ้นเอเชีย
สำหรับสัดส่วนการลงทุนจะเป็นหุ้นของบริษัทประเทศจีนประมาณ 60% และอีก 40% เป็นหุ้นของบริษัทในฮ่องกง ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีนได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามคาดว่าธุรกิจจากประเทศจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮั่งเส็ง กำไรปี 2553 ยังเติบโตประมาณ 25-40% เทียบจากปี 2552
นอกจากนี้สำหรับกองทุนเดิมที่มีนโยบายลงทุนในประเทศกลุ่มบริค 4 ประเทศ คือ จีน อินเดีย รัสเซียและบราซิล สำหรับปีนี้บริษัทได้พิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นบราซิลมากที่สุดถึง 34 % ของเงินลงทุน และลงทุนในตลาดหุ้นจีนสัดส่วน 28% จากเดิมแบ่งสัดส่วนใกล้เคียงกัน เนื่องจากตลาดหุ้น 2 ประเทศดังกล่าวมีโอกาสเติบโตสูงที่สุด
นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.อยุธยาฯ กล่าวว่า บริษัทไม่กังวลฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน และบริษัทยังได้ออกกองทุนเปิดอยุธยา ไชน่าอิควิตี้ มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้กลับมองว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนในช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นจีนพักฐานด้วย ดังนั้นการเสนอขายกองทุนใหม่นี้จึงเป็นโอกาสเข้าเก็บของถูกมากกว่า เนื่องจากโอกาสเกิดฟองสบู่ในจีนปีนี้ไม่มี และยังเชื่อมั่นในมาตรการป้องกันของภาครัฐที่รวดเร็วและตรงจุด จึงตั้งเป้าขายหน่วยลงทุนครั้งนี้ 500 ล้านบาท
นายฉัตรพี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้บริษัทยังมีกองทุนเดิมที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีนด้วยผ่านกองทุนรวมบริค ซึ่งมีนโยบายลงทุนใน 4 ประเทศในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ จีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิล และไม่ได้มีการปรับพอร์ตการลงทุน
"โดยรวมแล้วตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ทั้งบราซิลที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับขึ้น ส่วนตลาดหุ้นจีนยังมีโอกาสเติบโตที่ดีกว่าตลาดหุ้นไทย ซึ่งถูกกดดันจากปัจจัยการเมือง"
นายฉัตรพี กล่าวต่อว่า บลจ.อยุธยาฯ จึงแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ตที่ลงทุนในหุ้น ทั้งนี้เพื่อกระจายความเสี่ยงจากปัจจัยลบในประเทศ
นายวนา พูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี(ไทย)ฯ กล่าวว่า บริษัทมีกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีนผ่านกองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เกรทเธอร์ ไชน่า ซึ่งปีที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนประมาณ 50-60% และยังเชื่อว่าในปีนี้ตลาดหุ้นจีนยังเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชีย
ประกอบกับบริษัทไม่ได้กังวลฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีนแม้ว่าจะเกิดขึ้นแล้วแต่โอกาสแตกคงไม่เกิดในปีนี้ อีกทั้งรัฐบาลจีนและมีการออกมาตรการเพื่อป้องกันอย่างต่อเนื่องและทำได้รวดเร็ว แต่อาจส่งผลกระทบให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงต่อเนื่องถึงไตรมาส 2 นี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุน ดังนั้นบลจ.ยูโอบีฯ จึงมีแผนนำกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีน มาเสนอขายใหม่อีกครั้ง และยังประเมินโอกาสได้กำไรในตลาดหุ้นจีน 10-15% ด้วย
เอ็มเอฟซีส่งกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล ไชน่า เทน (I-CHINA10) เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของจีนและฮ่องกง ตั้งเป้าหมายผลตอบแทนร้อยละ 10 ภายใน 1 ปี หวังสร้างโอกาสที่ดีจากแนวโน้มเศรษฐกิจจีนปีนี้ที่จะขยายตัวร้อยละ 8.5 เปิดขายครั้งเดียวตั้งแต่วันที่ 22-29 มกราคมนี้
ดร. พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เอ็มเอฟซีฯ เปิดเผยว่า บริษัทได้ออกกองทุนสำหรับลงทุนในจีน ซึ่งเป็นกองทุนประเภททาร์เก็ตฟันด์คือ กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล ไชน่า เทน หรือกองทุนเปิด I-CHINA10 มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท สามารถลงทุนทั้งในตราสารทุน ตราสารหนี้ และเงินฝาก โดยจะเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและสภาพคล่องสูงของจีนและฮ่องกง เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนตามสภาวการณ์ตลาดได้ทันท่วงที และมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามความเหมาะสมกับสภาวการณ์ตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน
ขณะที่กองทุนดังกล่าวสามารถเลิกโครงการได้เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 11.30 บาท และตั้งเป้าหมายผลตอบแทนที่คืนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 11 บาทต่อหน่วยลงทุน หรือ 10% ภายในเวลา 1 ปี โดยบริษัทจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติและสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี พันธบัตรตลาดเงิน (MM-GOV)
เครดิต : จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,501 31 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
คำถาม
1. มาตรการป้องกันความเสี่ยงของบริษัทหลักทรัพย์ที่จะเข้ามาลงทุนในจีนมีอะไรบ้าง
2. กองทุนประเภททาร์เก็ตฟันด์ คืออะไร
3. ในปี 2553 ภาพรวมเศรษกิจในประเทศจีน มีแนวโน้มเป็นอย่างไร
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ตอบคำถาม
ตอบลบนางสาวสุรักษ์ ศรีศักดา เลขทะเบียน 4902100354
1.บลจ.เอ็มเอฟซีฯ ออกทาร์เก็ตฟันด์ ผลตอบแทนตามเป้า 10% พร้อมปิดกอง
2.กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล ไชน่า เทน หรือกองทุนเปิด I-CHINA10
3.ปี 2553 โอกาสที่จะเกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีนมีน้อย